เรื่องจิตดีชีวีเป็นสุข

 

https://www.youtube.com/watch?v=_r9-nrI1xkU

สุขศึกษา ๒ (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒)

 

หน่วยการเรียนรู้ที่

                                     ตัวชี้วัด

สาระที่ ๑ สาระที่ ๒ สาระที่ ๔ สาระที่ ๕
มฐ. พ ๑.๑ มฐ. พ ๒.๑ มฐ. พ ๔.๑ มฐ. พ ๕.๑
ตัวชี้วัด ตัวชี้วัด ตัวชี้วัด ตัวชี้วัด
๑.  เติบโตตามวัย    {    {                            
๒.  วัยรุ่น วัยวุ่น    {    {                            
๓.  เพศพิศวง     {                    
๔.  หญิงชายเท่าเทียมกัน         {       {            
๕.  ปลอดภัยไว้ก่อน       {                      
๖.  บริการดี ชีวิตดี มีคุณภาพ             {                  
๗.  สุขภาพดีกับเทคโนโลยี               {  {              
๘. จิตดี ชีวีเป็นสุข                     {          
๙.  อารมณ์ดี ไม่มีเครียด                       {        
๑๐.  สมดุลกายจิต ชีวิตพอเพียง                   {          
๑๑.  อย่าริ อย่าลอง อย่าเสพ                           {  
๑๒. ลดความเสี่ยง                             {
๑๓. หลีกเลี่ยงอันตราย                               {
๑๔. ทดสอบความพร้อม                         {    

คำอธิบายรายวิชา

ศึกษาความรู้เบื้องต้นเรื่องการเจริญเติบโต  พัฒนาการวัยรุ่นและการเปลี่ยนแปลง  ทัศนคติเรื่องเพศ  ความสัมพันธ์ชายหญิง พฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปลอดภัย การบริการทางสุขภาพ  เทคโนโลยีกับสุขภาพ  ความสมดุลของสุขภาพกายและสุขภาพจิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อารมณ์กับความเครียด  สมรรถภาพทางกาย สารเสพติด  สถานการณ์เสี่ยงที่เป็นอันตราย  และการทดสอบสมรรถภาพทางกาย

วัยรุ่นเป็นวัยที่มีปัญหาสุขภาพจิตได้มากที่สุด

ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่เป็นที่น่าฉงนว่าทำไมคนในโลกกลับมีความสุขน้อยลง มีปัญหาในการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้น มีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นกับสังคมไม่เว้นแต่ละวัน อีกทั้งสังคมยังเต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อให้เทียมหน้าเทียมตากันจนในที่สุดก็เกิดความแตกแยก แบ่งฝ่ายกันได้ง่าย ซึ่งเหล่านี้ล้วนมีต้นตอมาจากกิเลส ความโลภ และอำนาจของคน

ฉะนั้นสถาบันครอบครัวจึงเป็นสถาบันแรกที่ต้องหล่อหลอมและพัฒนาคนในครอบครัว ให้เป็นบุคคลอันพึงประสงค์ของสังคมควบคู่ไปกับการมีสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งรู้ทันโรคฉบับนี้ก็ได้นำเอาสัญญาณเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพจิตของคนในแต่ละช่วงวัยมาเตือนให้รู้ไว้ เพื่อจะได้ป้องกันการมีสุขภาพจิตที่ไม่ดีกันได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

สภาพจิตของเด็ก

เด็กแต่ละคนมีพื้นอารมณ์ที่ติดตัวมาแตกต่างกัน เด็กวัยนี้จะโกรธง่ายเมื่อเวลาที่ไม่ได้รับการตอบสนองในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และจะแสดงออกด้วยการร้องไห้ ก้าวร้าว อาละวาด ดิ้นกับพื้น ส่งเสียงดัง ทุบตีสิ่งของต่าง ๆ เด็กจะรักบุคคลที่สามารถตอบสนองในสิ่งที่เขาต้องการ โดยจะแสดงอารมณ์รักอย่างเปิดเผย เช่น การกอดบุคคลหรือสิ่งของที่รัก เด็กจะอยากรู้อยากเห็น ชอบซักถาม ถ้าหากซักถามผู้ใหญ่แล้วได้รับการตอบสนองที่ไม่ถูกต้องจะส่งผลให้ความอยากรู้อยากเห็นลดลงน้อยกว่าเด็กวัยเดียวกันเด็กจะร่าเริงแสดงอาการปรบมือ กระโดด ยิ้ม ดีใจ ก็ต่อเมื่อเขาได้รับการตอบสนองตามที่ตนเองต้องการทันเวลา เด็กจะขี้อิจฉาริษยา เมื่อรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น หรือกำลังสูญเสียความสนใจที่ตนเองเคยได้รับถูกแบ่งปันให้บุคคลอื่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอารมณ์ของเด็กวัยนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการเลี้ยงดูและสภาพอารมณ์ของพ่อแม่ที่จะพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กเป็นไปในทิศทางที่เหมาะสมซึ่งการเลี้ยงดูลูกโดยทางสายกลางเป็นสิ่งที่ดีที่สุดคือ ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ไม่เข้มงวดจนเกินไป และควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กได้เลียนแบบ

สภาพจิตของวัยรุ่น

ช่วงวัยนี้จะเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตเร็วมาก ทั้งในทางชีวะ สรีระ และจิตวิทยา โดยช่วงเวลานี้จะเป็นเวลาที่คนเรามีความใฝ่ฝันทะเยอทะยาน และมุ่งมั่นในการสร้างจุดมุ่งหมายให้กับชีวิตของตนเอง ถือเป็นระยะเริ่มแรกที่คนเริ่มมองหาอาชีพการงานของตนในอนาคต แสวงหารูปแบบของตนเองในแง่มุมต่างๆ เช่น เรื่องของค่านิยม ภาพพจน์ของตนเอง กล้าลองกล้าเสี่ยงเพราะถ้าหากล้มเหลวก็ถือเป็นบทเรียน โดยวัยนี้จะเริ่มเลือกรูปแบบของชีวิตที่ตนพึงพอใจ ติดเพื่อนหรือภาวะแวดล้อมทางสังคม มีหน้าที่การงานเข้ามามีบทบาทแทนที่ครอบครัว และจะยึดมั่นในอุดมการณ์ของตนเองจนกระทั่งกลายมาเป็นเหตุของความขัดแย้ง ความคับข้องใจได้ ซึ่งส่วนใหญ่อารมณ์ของเด็กวัยรุ่นเป็นผลสืบเนื่องมาจากระยะก่อนวัยรุ่นที่เคยมีความรู้สึกนึกคิดขัดแย้งกับผู้ใหญ่จนทำให้เด็กวัยรุ่นเกิดความกังวลใจเรื่องการเจริญเติบโตและจะชอบใช้ความรุนแรง ไม่ค่อยจะยอมใครง่ายๆ หรือมีความเชื่อมั่นต่างๆ เป็นไปอย่างรุนแรง ฉะนั้นวัยรุ่นควรพูดคุยและระบายความรู้สึกให้บุคคลรอบข้างที่ไว้วางใจได้ฟังบ้าง เพราะจะเป็นเทคนิคง่ายๆ ที่สามารถช่วยลดความเครียดและอารมณ์ที่ไม่ดีลงได้

สภาพจิตของผู้ใหญ่

เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน จะปักหลักเรื่องหน้าที่การงาน แต่งงานมีครอบครัว สร้างฐานะ มีภาระความรับผิดชอบต่างๆ เพิ่มขึ้น และมีความมุ่งมั่นกระตือรือร้นที่จะสร้างความสำเร็จในหน้าที่การงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งความประสบความสำเร็จและความภาคภูมิใจในตนเอง แต่ในบางครั้งที่ดำเนินชีวิตโดยเชื่อมั่นในสิ่งต่างๆมากเกินไป เมื่อเกิดความล้มเหลวก็จะทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย หรือพยายามหลีกหนีต่อความรู้สึกกังวลใจ ความไม่สบายใจ ความโกรธ ความหงุดหงิด ด้วยการดื่มสุรา ใช้ยา กระทั่งส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น และเกิดการแยกตัวออกจากสังคมได้ในที่สุด ดังนั้นควรจะเปลี่ยนจุดสนใจ หาทางแก้ไขด้วยวิธีที่เหมาะสม และสร้างกิจกรรมที่สร้างสรรค์

สภาพจิตของผู้สูงอายุ

ปัญหาสุขภาพจิตของผู้สูงวัย 5 อันดับแรก คือ ความวิตกกังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ ภาวะสมองเสื่อม และปัญหาเรื่องเพศ ซึ่งส่วนใหญ่อาจเกิดจากความเครียดและความรู้สึกของการสูญเสีย โดยเฉพาะด้านความสามารถของตนเองที่เคยเป็นที่พึ่ง เคยเป็นผู้นำให้กับคนอื่น หรือจากการที่เคยมีครอบครัวที่ใหญ่ กลายเป็นครอบครัวเล็กๆ หรือต้องเลี้ยงดูตนเองตามลำพัง ถูกลูกหลานทอดทิ้ง ซึ่งเหตุการณ์ในอดีตจะกระตุ้นให้ผู้สูงอายุเกิดอาการน้อยใจ เสียใจ เบื่อหน่าย เบื่ออาหาร หวาดกลัว จนต้องแยกตัวออกจากสังคมเพราะไม่กล้าสู้กับปัญหา ในอนาคตอาจเสี่ยงต่อการมีภาวะทางจิตปัญญาที่ไม่ดี และมีปัญหาอื่นๆ ทางด้านสุขภาพตามมาได้ ทั้งนี้หากผู้สูงอายุเข้าใจชีวิต กล้าเผชิญปัญหาได้ด้วยการยอมรับความจริง สร้างกิจกรรมอันมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจอย่างสม่ำเสมอ ก็ย่อมเป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตดีได้

 

สุขภาพจิตในวัยรุ่น ………..ทางเลือกที่แก้ไขได้

โดย นางอรุณี  โสตถิวนิชย์วงศ์

วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาทางร่างกายและจิตใจที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสมองและระดับฮอร์โมนเป็นวัยที่กำลังก้าวออกจากความป็นเด็ก และออกห่างอ้อมกอดของพ่อแม่ ไปเป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งตนเองได้ วัยรุ่นจึงเป็นวัยแห่งการเตรียมความพร้อมในการค้นหาและพัฒนาตนเอง แต่ในบางสังคมมักจะมองว่า เป็นวัยแห่งปัญหา วัยที่มีอารมณ์ฉุนเฉียว รุนแรง  และอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายเหมือนพายุบุแคม

รู้จักลักษณะที่สำคัญของวัยรุ่น

  1. เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ทั้งด้านการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิตคู่ และความสับสนในบทบาทระหว่างความเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่  ทำให้มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดและทำให้วางตัวยาก
  2. เป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงความสนใจ ความคิดความรู้สึก ความไม่มั่นใจในเกี่ยวกับความสามารถและความถนัดของตนเอง
  3. เป็นวัยแห่งปัญหา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ความว้าวุ่นใจ ไม่สบายตัว ทำให้เกิดความหงุดหงิดวิตกกังวลใจ อารมณ์เสียง่าย ส่งผลให้เกิดเป็นปัญหาทางอารมณ์และปัญหาทางสังคมของเด็กวัยนี้ได้
  4. เป็นวัยที่ต้องการเรียนรู้ความเป็นตัวของตัวเอง เด็กวัยนี้จะแสดงให้เห็นว่าต้องการการยอมรับจากกลุ่ม และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเด็กมีความต้องการเป็นตัวของตัวเอง คือพยายามหาเอกลักษณ์ของตนเองจากการแต่งกาย  การใช้คำพูดที่เข้าใจกันเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น
  5. เป็นวัยที่ต้องการความเป็นอิสระ ต้องการจะพึ่งพาตนเอง ต้องการแสดงความสามารถ บางครั้งต้องการลองดี และต่อต้านผู้ใหญ่
  6. เป็นวัยที่ต้องเผชิญกับปัญหาการปรับตัว การแสดงท่าทีและบทบาทต่างๆ ในสังคม
  7. เป็นวัยแห่งจินตนาการ เด็กจะชอบฝันและสร้างวิมานในอากาศ จินตนาการตนเองเป็นสิ่งต่างๆ หรือบุคคลต่างที่ตนเองชอบ หรือแสดงออกมาในรูปของการประพันธ์เพลง  เขียนบทกลอน   แสดงออกด้วยการแต่งกายตามบุคคลในสังคมที่ชื่นชอบหรือต้องการเอาอย่าง

ปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นที่พบบ่อย 

  1. ปัญหาการปรับตัว ได้แก่ การปรับตัวด้านอารมณ์  การปรับตัวด้านสังคม  การปรับตัวด้านการเรียน  และปัญหาการปรับตัวด้านเพศ
  2. ปัญหาความประพฤติและพวกเกะกะ สาเหตุเกิดจากหลายๆปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยจากตัวเด็ก ครอบครัว และสังคมสิ่งแวดล้อม
  3. ปัญหาการติดยาเสพติด พบมากในกลุ่มเยาวชนและวัยรุ่น ช่วงอายุ 16 – 25 ปี
  4. ปัญหาการฆ่าตัวตาย จากสาเหตุในครอบครัวและความสัมพันธ์ในครอบครัว ความผิดหวังในชีวิต ความรัก  การเลียนแบบ  เป็นต้น

 

สิ่งที่พ่อแม่ควรปฏิบัติเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่น

  1. สร้างเวลาที่มีคุณภาพ พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญและสนใจในกิจกรรมแต่ละวันของลูก ทำให้ลูกรู้ว่า ลูกมีความสำคัญต่อพ่อแม่มาก  ให้เวลาอยู่กับลูกบ้าง
  2. สร้างการสื่อสารที่มีคุณภาพ พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น และรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของลูก    แม้บางครั้งจะขัดแย้งกับความรู้สึกนึกคิดของพ่อแม่
  3. สร้างกฎระเบียบในบ้าน พ่อแม่ควรจัดตารางเวลาประจำวันสำหรับลูก เช่น  เวลากลับบ้าน  ทำการบ้าน  เวลานอน  เป็นต้น
  4. สร้างหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยพ่อแม่ควรแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในครอบครัวให้ลูกทำ เช่น ช่วยงานครัว  งานบ้าน  รดน้ำต้นไม้  เป็นต้น
  5. สร้างทักษะในการจัดการกับอารมณ์ความรู้สึก พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักอารมณ์ของตนเองของผู้อื่น และรู้จักควบคุมอารมณ์หรือแสดงอารมณ์อย่างเหมะสม เพื่อช่วยให้ลูกสามารถปรับตัวปรับใจกับสถานการณ์ใหม่ๆ และเผชิญกับปัญหาต่างๆได้ด้วยจิตใจที่มั่นคงไม่หวั่นไหว   เช่น  การจัดการกับอารมณ์โกรธ  ควรทำอย่างไร จึงจะเหมาะสม   การผ่อนคลายความเครียด ด้วยการเล่นกีฬา   ฝึกสมาธิ
  6. ให้ความรู้และทักษะในการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ โดยการพูดคุย ปรึกษาหารือกันในครอบครัว โดยให้ทุกคนในครอบครัวได้พูดคุยว่าตนเองมีปัญหาอะไรบ้าง และทุกคนในครอบครัวช่วยกันคิดหาทางออกที่ดีที่สุด เช่น เรื่องเพศ  ยาเสพติด   การป้องกันตัวเองจากภัยคุกคาม
  7. สร้างความรักและการนับถือตนเอง รู้จักให้เกียรติลูก  ไม่ต่อว่าหรือตำหนิลูกต่อหน้าคนอื่นๆ  หรือทำให้ลูกรู้สึกอับอาย   มีความยืดหยุ่นในการตัดสินเรื่องราวต่างๆในครอบครัว อย่าใช้อารมณ์ หรือระบายอารมณ์กับลูก  หมั่นใช้คำพูดดีๆ   ปลูกฝังและสร้างความรู้สึกในทางบวก เพื่อให้ลูกเกิดความรู้สึกที่ดีกับตัวเองบวก  และให้สิทธิลูกตามสมควร
  8. สร้างทิศทางและเป้าหมายในชีวิต เพื่อให้ลูกมีจุดยืนที่ชัดเจน และมีแรงจูงใจในการก้าวไปตามทางที่กำหนดไว้  โดยเน้นให้ลูกเห็นความสำคัญของการศึกษา

การพัฒนาความฉลาดให้วัยรุ่น

          ในอดีตเมื่อพูดถึงความฉลาด ก็มักจะพูดถึงการเป็นคนที่มี IQ สูง จนเมื่อมีงานวิจัยพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จทั่วไปนั้นมีความฉลาดทางสติปัญญา IQ สูงก็จริง แต่คนที่ประสบความสำเร็จโดดเด่นในหมู่คนที่ประสบความสำเร็จเหล่านั้นจะมีความฉลาดทางอารมณ์สูงกว่า   การพัฒนาสติปัญญาเพื่อเด็กวัยรุ่นมีความเก่ง ความดี และมีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิต  จะทำให้เด็กวัยรุ่นสามารถต่อสู้กับวิกฤต อุปสรรคต่างๆในชีวิต ทำให้เกิดภูมิต้านทางใจ เหมือนการให้วัคซีนใจ  ลดปัญหาที่จะทำให้เกิดความเครียด หรือเกิดปัญหาสุขภาพจิตได้  การพัฒนาความฉลาดให้เด็กวัยรุ่นนั้นจึงควรได้รับการพัฒนาทั้ง IQ และ EQ โดยเน้นความฉลาด 4 ด้าน คือ ฉลาดคิด  ฉลาดทำ ฉลาดสัมพันธ์ ฉลาดใจ

        สรุป วัยรุ่นเป็นวัยที่มีแนวโน้มเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจิต พ่อแม่คือบุคคลที่ใกล้ชิดกับลูกมากที่สุด หากพ่อแม่ร่วมมือร่วมใจสร้างบ้านที่ล้อมรั้วด้วยรัก ด้วยการให้ความรักความอบอุ่นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ย่อมจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีให้กับลูก   และทำให้ลูกมีพัฒนาการด้านจิตใจที่สมบูรณ์ และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ แต่ถ้าหากเด็กได้รับการอบรมเลี้ยงดูที่ไม่ดี  ขาดความรักความอบอุ่น จะทำให้เกิดปัญหายุ่งยากทางใจ   ส่งผลต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นได้

 

 

วัยรุ่นเป็นวัยที่มีปัญหาสุขภาพจิตได้มากที่สุดวัยหนึ่ง  ซึ่งแสดงออกเป็นปัญหาพฤติกรรมได้หลายประการ เช่น  ดื้อ  ไม่เชื่อฟัง  ละเมิดกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ  มีแฟนและมีเพศสัมพันธ์  ใช้ยาเสพติด  ทำผิดกฎหมาย  ปัญหาพฤติกรรมบางอย่างมักเกิดขึ้นมานาน จนทำให้การแก้ไขมักทำได้ยาก  การป้องกันปัญหาจึงมีความจำเป็น  และสำคัญมากกว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว  การป้องกันดังกล่าว  ควรเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพจิตตั้งแต่เด็ก  เด็กที่มีพัฒนาการของบุคลิกภาพดี   จะมีภูมิต้านทานโรคทางจิตเวชต่างๆ และช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นได้อย่างมากเช่นกัน  พ่อแม่และครูอาจารย์และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กทั้งหลาย  จึงควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพจิตตั้งเด็กจนถึงวัยรุ่นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ สังคมและสิ่งแวดล้อมก็ควรมีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กและวัยรุ่นเช่นเดียวกัน

 

 

>พฤติกรรมที่พบบ่อยในวัยรุ่น

ไม่มีเพื่อน

เพื่อนมีความหมายสำหรับวัยรุ่นอย่างยิ่ง ใครที่มีเพื่อนน้อยหรือไม่มีคนคบจะเป็นวัยรุ่นที่มีปมด้อยมาก

สาเหตุที่ทำให้วัยรุ่นมีปัญหากับเพื่อน มักเกิดจากพื้นฐานไม่ดีมาก่อน เช่น

  1. ปรับตัวยาก เอาแต่ใจ ไม่เข้าใจจิตใจคนอื่น ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางความคิด
  2. ขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก กลัวทำผิด กลัวคนอื่นว่า มักจะมีทักษะในด้านต่างๆไม่มาก
  3. เรียนไม่เก่ง
  4. ด้อยโอกาส ขาดคนรัก ขาดคนสนใจ ถูกละทิ้ง หรือถูกทำร้าย ขาดคนดูแลสั่งสอน
  5. มีปัญหาทางอารมณ์ ซึมเศร้า วิตกกังวล
  6. มีปัญหาที่บ้าน พ่อแม่ทะเลาะกันบ่อย หรือเข้ากับคนในบ้านไม่ได้ดี
  7. ขาดทักษะการเข้าสังคม เช่น กีฬา ดนตรี การทำกิจกรรม ไม่เข้าใจจิตใจผู้อื่น เป็นต้น

 

 

 

 

 

คบเพื่อนไม่ดี

เด็กที่มีปัญหาก็มักจะคบคนที่มีปัญหาคล้ายๆกัน เรียนไม่เก่งก็จะมีเพื่อนที่เรียนไม่ค่อยสนใจเรียนหนังสือ กลุ่มตุ๊ดก็จะคบกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เป็นต้น บางรายชวนกันหนีเรียน เที่ยวเธค เล่นเกม หรือทำผิดกฎหมายก็มี

วัยรุ่นที่ขาดคนสนใจ ขาดความอบอุ่นก็จะหันไปหาเพื่อนมากขึ้น ติดเพื่อนและไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ต่อต้านเพิ่มขึ้นเพราะรู้สึกเป็นที่ยอมรับจากเพื่อนมากกว่าพ่อแม่

การที่ได้รู้จักเพื่อนลูก จะช่วยทำให้พ่อแม่ได้เข้าใจมุมมองและประเด็นปัญหาของลูกเราได้ ถึงแม้ว่าลักษณะบางอย่างของเพื่อนลูกจะขัดใจ ขัดตาพ่อแม่บ้าง ขอให้อดทนและยอมรับว่าเขาเป็นเพื่อนของลูกเรา คงต้องมีอะไรที่ดีๆบ้าง การสร้างความใกล้ชิดกับกลุ่มเพื่อนลูก ให้โอกาสทำดี ฝึกฝนทำงาน เท่ากับคุณกลายเป็นผู้พัฒนาวัยรุ่นทั้งกลุ่มให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้โดยง่าย ถ้าเข้ากับพวกเขาได้ อย่าลืมว่าวัยรุ่นยังต้องการผู้ใหญ่อยู่เหมือนกัน ถ้าทนไม่ไหวจริงๆก็ต้อง

  1. คุยกับลูกว่าเพื่อนคนนี้เป็นคนอย่างไร มีข้อดีข้อเสียตรงไหน เพื่อฝึกให้ลูกหัดแยกแยะ และชักจูงให้พิจารณาให้เห็นข้อเสียของพฤติกรรมของเพื่อน ว่าถ้าคบต่อควรระวังตัวอย่างไร
  2. อย่าด่วนไปแจกแจงความไม่ดีของเพื่อนลูกก่อนเพราะจะทำให้เขารู้สึกว่าคุณไม่ชอบเพื่อนเขา ไม่ควรบอกลูกตรงๆว่าเพื่อนลูกคนนี้ไม่ดี แม่ไม่ชอบ ไม่ให้คบกัน เพราะจะทำให้เกิดการต่อต้าน หรือทำในทิศทางตรงข้าม คือ แอบไปหากัน ยกเว้นว่าคุณให้เวลากับเพื่อนลูกมากพอและลูกคุณก็เห็นปัญหาที่เพื่อนจะทำให้เขาเสียหายเหมือนกัน
  3. ช่วยกันหาทางป้องกันปัญหาและแก้ไขปัญหากับลูก เท่ากับช่วยฝึกให้ลูกเรียนรู้จักคนเพิ่มขึ้น
  4. เป็นที่ปรึกษา เพราะเวลาที่ลูกคบกับเพื่อนคนนี้ก็อาจเกิดปัญหาขึ้นเป็นระยะ รับฟังความรู้สึก ฟังความคิดเห็น ให้วัยรุ่นมีโอกาสคิดแก้ไขหาทางออก มากกว่าจะคิดแทน เพราะวัยรุ่นยังขาดประสบการณ์และความมั่นใจในการแก้ปัญหา การปรับตัวในทางเข้าสังคม
  5. วางขอบเขตในการคบเพื่อนที่พอเหมาะ ถึงแม้ว่าวัยรุ่นต้องการความอิสระก็ตามแต่ต้องอยู่ในความเหมาะสมควบคู่กัน เช่น ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่รบกวนการเรียนซึ่งเป็นหน้าที่หลัก ไม่อันตรายต่อจนเองและผู้อื่น อยู่ในกรอบกฎเกณฑ์ทางสังคมและกฎหมาย ไม่รบกวนหรือทำให้ผู้อื่นเดือนร้อน เป็นต้น และถ้าเกินเลย จำเป็นต้องพูดคุยและรักษาขอบเขตให้ชัดเจนเสมอ จะง่ายถ้ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

 

อ้างอิงรูป : http://www.love4home.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=109758&Ntype=5

 

 

ชอบแกล้งน้อง

การส่งเสริมให้พี่น้องเกื้อกูล เอื้ออาทรต่อกัน เข้าใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะเป็นรากฐานที่ดีในการอยู่ในสังคมปัจจุบัน จากประสบการณ์ที่เคยดูแลเด็กเล็กมาก่อนโดยอาศัยการช่วยชี้แนะจากพ่อแม่ จะช่วยให้พี่มีทักษะในการดูแลเด็ก ระมัดระวังอันตราย คอยปกป้องอันตรายแต่ก็ต้องช่วยฝึกสอนน้องให้เก่งขึ้น จิตใจอ่อนโยน เป็นที่เคารพของน้องๆต่อไป ขณะเดียวกันพี่เองก็รู้สึกภูมิใจที่ทำหน้าที่แทนพ่อแม่ได้ มั่นใจและเกิดเป็นความรักความผูกพันกับคนในครอบครัว

 

วิธีแก้ปัญหา

  1. ต้องเข้าใจ การเลี้ยงเด็กเล็กกว่าเป็นงานที่ยากในความสามารถของพี่หลายคน มิใช่ว่าจะทำได้ดีเท่าผู้ใหญ่ ถ้าจะเริ่มก็ควรเริ่มให้ช่วยดูแลตั้งแต่เล็กมาเลย ยังต้องการกำลังใจและการชี้แนะจากพ่อแม่ภายใต้เวลาที่เหมาะสม การฝึกสอนต้องผ่อนปรนเพราะบางครั้งวัยรุ่นเขาไม่อยากทำบ้างก็ต้องยอม แต่บางครั้งก็ต้องให้ดูแลน้องบ้างทั้งที่ไม่อยากทำก็ตาม โดยแบ่งเวลาให้รับผิดชอบตามความสามารถ เท่ากับฝึกให้ช่วยเหลือคนอื่นไปในตัว

ถึงแม้ว่าจะเคยเลี้ยงน้องมาก่อน แต่วัยรุ่นเองก็ต้องมีเวลาอิสระเป็นตัวของตัวเองในการพัฒนาตนเองในด้านอื่นๆด้วย อาจเบื่อหรือไม่อยากทำบ้างก็ต้องเข้าใจ

  1. พัฒนาเทคนิค การจู้จี้ บ่น ดุ ว่า หรือเรียกร้องความสมบูรณ์แบบมากเกินไป จะทำให้ทุกคนเบื่อและไม่อยากเข้ามาช่วยเหลือในการดูแลเด็กเล็กซึ่งเป็นงานที่ไม่น่าสนใจในสายตาวัยรุ่นอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเขายังทำได้ไม่ดีนัก แต่ต้องชื่นชมในส่วนที่เขาทำได้ อะไรที่บกพร่องหรือผิดพลาดก็ค่อยๆบอกกล่าวโดยไม่ใช้อารมณ์ ที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ การกำหนดเวลาที่เหมาะสมในการดูและน้องจะทำให้วัยรุ่นมองเห็นขอบเขตของงานที่ได้รับมอบหมายชัดเจนขึ้น
  2. ทักษะการเล่น การฝึกฝนให้พี่น้องเล่นด้วยกัน โดยอาศัยพ่อแม่เป็นตัวกลางจะช่วยทำให้เด็กต่างวัยใช้เวลาสนุกสนานร่วมกันได้ แต่ต้องเข้าใจว่าในการเล่นกับคนที่เด็กกว่า ความสามารถด้อยกว่า พูดคุยกันก็ไม่ค่อยจะเข้าใจกันนัก แถมอีกคนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจกติกาเท่าไร ไม่ใช่เป็นการเล่นที่สนุกสำหรับวัยรุ่นเลย แต่ก็ยังพอฝีนทนทำได้ถ้าพ่อแม่มองเห็นความอดทนและเข้าใจ เช่น การเล่นกีฬา ร้องเพลง
  3. เวลาเพื่อวัยรุ่น ต้องยอมรับว่า เวลาที่พ่อแม่มีให้วัยรุ่นนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับการให้เวลากับลูกวัยอื่น และถ้าเวลาที่มีอยู่ด้วยกันไม่มีคุณภาพ เช่น ต่างคนต่างอยู่ หรือใช้ไปกับการบ่น ดุ ว่า สั่งสอน จะยิ่งทำให้สัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่กับวัยรุ่นแย่ลง เมื่อจะใช้ให้ทำอะไรวัยรุ่นก็ย่อมไม่อยากทำให้ ขณะเดียวกันวัยรุ่นก็ต้องการเวลาจากพ่อแม่ในการฝึกฝนให้เกิดความสามารถตามวัยที่เขาควรจะได้รับเช่นกันโดย ทำกิจกรรมร่วมกัน และเมื่อสัมพันธภาพที่มีดีต่อกัน การที่พ่อแม่ขอร้องให้ช่วยดูแลน้องบ้างเขาก็จะยอมทำให้ถึงแม้ว่าจะไม่ชอบเท่าไร

อ้างอิงรูป : http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9560000035904

 

 

สงสัยว่าลูกจะเป็นตุ๊ด

ปัญหาหนักอกของพ่อแม่เมื่อเห็นลูกชายที่เรียบร้อย ดูนุ่มนิ่ม มีลักษณะกระเดียดไปทางผู้หญิง ไม่ชอบความรุนแรง และยิ่งคบแต่เพื่อนผู้ชายด้วยกัน ไม่สนใจในเพศตรงข้าม ทำให้เกิดความสงสัยได้

รักร่วมเพศ พบได้บ่อยในผู้ชายร้อยละ 10 และพบในผู้หญิงร้อยละ 3-5 ไม่เรียกว่าเป็นความผิดปกติ แต่เมื่อพบแล้วมักจะมีปัญหาการปรับตัว ปัญหาทางอารมณ์ได้สูงเนื่องจากสังคมส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ทำให้ถูกล้อเลียน ตั้งแง่ รังเกียจ ไม่ยอมรับเข้ากลุ่ม

ความรู้สึกชอบเพศเดียวกัน หรือรังเกียจเพศของตัวเอง เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมานานตั้แต่วัยเด็กแต่หลายรายที่มาแสดงออกเมื่อเข้าวัยรุ่นและอีกหลายรายที่ไม่แสดงออกให้สังคมทราบ จะมีปัญหาน้อยถ้าสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้

 

 

 

 

สาเหตุของรักร่วมเพศ

ความสัมพันธ์ในบ้านไม่ดี เช่น ท่าทีของพ่อแข็งกร้าว น่ากลัว ดุ หรือเหินห่าง ไม่มีบทบาทในบ้าน                       ปล่อยให้แม่เป็นใหญ่ จัดการทุกอย่างในบ้าน

–  อยู่ท่ามกลางผู้หญิง หรือ ถูกเลี้ยงดูให้เรียบร้อย ไม่ชอบความสกปรกและความรุนแรง                                  ส่งเสริมการเล่นที่ไม่โลดโผนและไม่ใช้แรง

–              –    อยู่ในภาวะเสี่ยง ขาดการดูแลใกล้ชิด มีปัญหาในการเข้ากลุ่มเพื่อน ขาดความรัก                                        หรือถูกหลอกให้มีประสบการณ์รักร่วมเพศมาก่อน

–              –  ความผิดปกติในระบบของร่างกาย

การป้องกัน

ป้องกันปัญหาการเลี้ยงผิดเพศตั้งแต่เล็ก โดยเลี้ยงให้ถูกเพศและปรับปรุงความใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่ลูกที่เป็นเพศเดียวกัน เปิดโอกาสให้เลียนแบบพฤติกรรม แนวคิด หลักการ เพิ่มทักษะของเด็กและส่งเสริมการเข้ากลุ่มเพื่อนเพศเดียวกัน เช่น กีฬา ดนตรี การทำกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น

การทำใจ เพราะถ้าเป็นรักร่วมเพศเห็นชัดในวัยรุ่น ก็มักจะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกหรือพฤติกรรมได้ยากแล้ว ดังนั้นก่อนที่คุณจะคิดคุยกับลูกในเรื่องนี้ต้องศึกษาเรื่องรักร่วมเพศกันบ้างจะได้เข้าใจพื้นฐานและปัญหาที่พบในกลุ่มนี้       จะได้ช่วยเหลือลูกได้ถูกทาง

การพูดคุย รับฟังเรื่องราวต่างๆที่คุณไม่เคยคาดคิดมาก่อนด้วยความสงบ พูดให้เป็นเรื่องง่ายๆ ธรรมดาๆจะช่วยทำให้วัยรุ่นมีกำลังใจในการเปิดเผยเรื่องราว ความรู้สึก ความคับแค้น เพื่อที่จะหาทางช่วยเหลือกันต่อไป

ยอมรับ ความจริงของลูก และยอมรับความผิดหวังของตัวเอง การตั้งแง่ การไม่ยอมรับ การแสดงความรังเกียจของพ่อแม่ มีแต่จะทำให้ปัญหาบานหลายและไม่เกิดผลดีต่อลูกวัยรุ่นเลย

ช่วยเหลือ ฝึกฝนทักษะต่างๆที่ทำให้ลูกปรับตัว ใช้ชีวิตเป็นปกติให้มากที่สุด

อ้างอิงรูป : http://pantip.com/topic/30671979

 

ปัญหาการเรียน

ปัญหาการเรียน มีทั้งพวกที่เรียนมากเกินไปจนไม่มีสังคม ไปจนถึงพวกที่ไม่เรียนเลย เพราะมักอยู่แต่กับเพื่อนเฮฮา พวกที่เรียนมากเกินไปบางครั้งก็มีปัญหาเกิดขึ้นจากความพยายามที่จะฝืนตนเองเพื่อให้เป็นไปตามความคาดหวังของพ่อแม่ เอกลักษณ์ที่สร้างขึ้นเป็นสิ่งที่สร้างเพื่อพ่อแม่ไม่ใช่เพื่อตนเอง ความเบื่อหน่ายและความผิดหวังในภายหลังอาจเป็นผลตามมา ส่วนพวกที่ไม่เรียนเลยก็อาจมีสาเหตุ มาจากเรียนไม่ไหว สติปัญญาไม่เอื้ออำนวย สิ่งที่เรียนไม่ตรงความถนัด ไม่เป็นสิ่งที่ชอบ หรือไม่มีแรงจูงใจในการเรียนหนังสือ

ดังนั้น การให้ความรู้พ่อแม่ในการเลี้ยงดูลูก เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเด็กควรได้รับการพัฒนาและตั้งเป้าหมายชีวิตตามศักยภาพของเขาที่มี การผลักดันมากเกินไปหรือในทางตรงข้ามการปล่อยปละละเลย จนเด็กไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเองเลยก็ล้วนแต่เป็นปัญหาทั้งสิ้น

อ้างอิงรูป : http://www.iurban.in.th/inspiration/why-21st-century-classrooms-may-have-standing-room-only/

 

ใช้สารเสพติด

 

รายงานจากกรมตำรวจพบว่า ในปี พ.ศ. 2546 มีนักเรียนมากกว่า 2 แสนคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องซึ่งเป็นภาพสะท้อนถึงพื้นฐานคุณภาพของวัยรุ่นไทย และความมั่นคงของครอบครัวที่มีปัญหาได้ชัดเจน ถึงแม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลใช้ความเด็ดขาดในการปราบปรามยาเสพติดโดยเฉพาะยาบ้า โดยเอ๊กซเรย์ทุกพื้นที่ในประเทศเป็นระรอกที่ 3 แล้วก็ตาม ทำให้สถิติของวัยรุ่นที่ใช้ยาเสพติดลดจำนวนลงมากเนื่องจากราคาสารเสพติดในท้องตลาดแพงขึ้นและเสี่ยงต่อการถูกจับกุมเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีวีธีการในการพัฒนาวัยรุ่นและครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

เหตุวัยรุ่นที่หันเข้าหายาเสพติด ได้แก่ เพื่อนชวน สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการแสวงหายาเสพติดมาใช้ ค่านิยมการใช้ยาเสพติดในวัยรุ่น อยากเป็นที่ยอมรับของเพื่อน ปัญหาครอบครัว ความกดดันในการเรียน จิตใจไม่

ปัจจุบันสามารถรักษาอาการติดยาได้ทุกโรงพยาบาล แต่การแก้ปัญหาเมื่อวัยรุ่นติดยาเสพติดแล้วจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อวัยรุ่นคนนั้นมีปัจจัยเสี่ยงน้อย ในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยงมากมีปัญหาในทุกๆด้าน โอกาสแก้ไขให้วัยรุ่นเลิกใช้ยาเสพติด อาจจะได้ผลในระยะสั้นๆ ส่วนใหญ่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะกลับไปใช้อีก ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างมาก

อ้างอิงรูป : http://libazz.com/Drugabuse/content.php?mid=38573

 

มีเพศสัมพันธ์

การมีเพศสัมพันธ์ในวัยอันไม่สมควร ย่อมก่อให้เกิดปัญหาตามมา เช่น ติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ตั้งครรภ์ในวัยเรียน การทำแท้งผิดกฎหมาย ละทิ้งเด็ก ฯลฯ พบว่าการให้ความรู้จากการสอนของครู ของพ่อแม่ถือว่าได้ผลเพียงส่วนเดียว ยังมีเด็กวัยรุ่นอีกจำนวนมากที่มีความรู้แต่ก็ยังมีพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ การอบรมเลี้ยงดูที่ดีจากครอบครัว ใกล้ชิด ฝึกฝนเรื่องระเบียบวินัย เห็นคุณค่าของตนเอง การฝึกให้รับผิดชอบผลในสิ่งที่ทำ การฝึกทักษะชีวิตในการไตร่ตรอง แยกแยะ วิเคราะห์และปฏิเสธสิ่งที่จะนำไปสู่อันตราย หรือการจัดการกับอารมณ์

แต่เมื่อรู้ว่าลูกวัยรุ่นทดลองมีเพศสัมพันธ์แล้ว จำเป็นต้องให้ความรู้เรื่องการป้องกันการติดโรคและการตั้งครรภ์ ในการป้องกันปัญหาที่จะตามมา แนวทางที่จะทำได้ คือ

ทำความเข้าใจปัญหาในภาพรวม รวมทั้งเข้าใจถึงความอยากรู้ อยากเห็น อยากลองของวัยรุ่น ยับยั้งอารมณ์โกรธและผิดหวังของพ่อแม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพื่อแสดงออกให้เหมาะสม ร่วมคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหาร่วมกันกับวัยรุ่น วางแผนแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะยาว สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ รวมถึงค้นหาจุดอ่อนที่นำพาไปสู่ปัญหา ให้วัยรุ่นกลับมาสู่ระบบการเรียนตามปกติ ให้รับผิดชอบในสิ่งที่กระทำไป แก้ไขจุดอ่อนที่มีอยู่ภายในตัว รวมทั้งการป้องกันการติดโรคและการตั้งครรภ์

 

 

 

อ้างอิงรูป : http://www.pilok4u.com/read.php?tid-9240.html

 

คิดฆ่าตัวตาย

 

การฆ่าตัวตาย เป็นสาเหตุการตายของวัยรุ่นในอันดับต้นๆรองจากความตายจากอุบัติเหตุ สาเหตุของการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่เกิดจากอารมณ์เศร้า เนื่องจากขาดความภาคภูมิใจในตนเอง ว้าเหว่ มีเจตคติในทางลบต่อตนเองและสังคม มองตนเองว่าไร้ค่า และไม่มีใครต้องการ มักพบในวัยรุ่นที่มีปัญหาการเรียน มีปัญหากับเพื่อนหรือกับคนในครอบครัว ผู้หญิงมีการทำร้ายตัวเองสูงกว่าแต่ผู้ชายตายจากเหตุนี้มากกว่า ถือเป็นเรื่องฉุกเฉินและรุนแรงต้องรีบให้ความช่วยเหลือในทุกๆด้าน

เมื่อมีการพยายามฆ่าตัวตายเกิดขึ้น ผู้ใหญ่ต้องเอาใจใส่อย่างจริงจัง ปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาและประเมินปัญหาหรือสถานการณ์บีบคั้นร่วมกับครอบครัวเสียก่อน และทำการ แก้ไขในทุกปัญหาที่สำคัญ

อ้างอิงรูป : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000103576

 

>ปัญหาที่สำคัญในวัยรุ่น

  1.  รักสบาย ขี้เกียจ ขาดความกระตือรือร้น เฉื่อยชา
    2.ฟุ้งเฟ้อ ใช้เงินเปลือง ไม่เห็นคุณค่าของเงิน และของที่ได้มาง่าย ๆ
    3.  ดื้อ เอาแต่ใจตัวเอง เห็นแก่ตัว ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น ไม่ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
    4.  ปัญหาทางเพศ เช่นการมีแฟนในวัยเรียน การมีเพื่อนต่างเพศไม่เหมาะสม การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน การทำแท้ง การติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ความเบี่ยงเบนทางเพศ หรือรักร่วมเพศ เป็นต้น
    5.  การใช้โทรศัพท์-อินเตอร์เน็ตนาน
    6.  ดื้อ เกเร ก้าวร้าว รุนแรงทั้งกิริยา วาจา การกระทำรวมทั้งวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ
  2. คิดแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่เป็นระบบ หรือทำได้บางส่วน ขาดการวางแผน ไม่รอบคอบ
    8.  ใช้สารเสพติด ขาดการยับยั้งใจตนเอง ตามเพื่อน มีปัญหาทางจิตใจอารมณ์ ปัญหา การเลี้ยงดู
    9.  ไม่ตั้งใจเรียน หนีเรียน หนีออกจากบ้าน
    10. ขาดความรับผิดชอบขาดระเบียบ วินัย ไม่มีมารยาท ขาดการควบคุมตัวเอง หรือควบคุมตัวเองได้น้อย
    11. ใจร้อน ตามใจตัวเองมากแต่ไปบังคับเรียกร้องจากคนอื่น
    11. ขาดทักษะ ขาดประสบการณ์ ขาดไหวพริบ
    12. ขโมย พูดปด
    13. ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ และวัยรุ่นว้าเหว่  เหงา  เบื่อหน่ายง่าย ขาดจุดมุ่งหมาย ฯลฯ
    14. มีข้อขัดแย้งสูง ไม่มั่นใจตนเอง อารมณ์หงุดหงิด ขึ้นๆลงๆ
    15. การพนัน

 

 

อ้างอิงรูป : http://www.thaihealth.or.th/Content/10230-20.html

>สาเหตุของปัญหาพฤติกรรมวัยรุ่น

ปัจจัยที่ส่งผลให้วัยรุ่นเกิดอารมณ์ทางเพศ

อารมณ์ทางเพศที่เกิดขึ้นในช่วงการเข้าสู่วัยรุ่นเป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของร่างกายที่จะสืบทอดและดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ โดยมี สิ่งเร้าสำคัญใน 2 ลักษณะประกอบด้วย ลักษณะของปัจจัยที่เป็นสิ่งเร้าภายใน (intrinsic stimulus) และลักษณะของปัจจัยที่เป็นสิ่งเร้าภายนอก (extrinsic stimulus)

–          ลักษณะของปัจจัยที่เป็นสิ่งเร้าภายใน

ปัจจัยที่เป็นสิ่งเร้าภายใน หมายถึง สิ่งเร้าซึ่งเป็นผลที่เกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย โดยได้รับอิทธิพลมาจากการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ ซึ่งผลิตฮอร์โมนออกมาเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

ต่อมไร้ท่อที่ทำหน้าที่ควบคุมและกระตุ้นรวมทั้งผลิตฮอร์โมนทางเพศที่สำคัญ ได้แก่ ต่อมใต้สมองหรือต่อมพิทูอิทารี (pituitary gland) และต่อมเพศ (gonads)

  1. ต่อมใต้สมอง หรือ พิทูอิทารี เป็นต่อมไร้ท่อที่สำคัญที่สุดของร่างกาย และถือว่าเป็นต่อมหลักในการควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการทางเพศ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มาสเตอร์แกลน (master gland)
  2. ต่อมเพศ ถือว่าเป็นปัจจัยที่เป็นสิ่งเร้าภายในที่กระตุ้นให้คนเราเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นมีพัฒนาการทางเพศ และนำไปสู่การเกิดอารมณ์ทางเพศตามช่วงวัย ในเพศชายต่อมเพศ คือ ลูกอัณฑะ (testis) ส่วนในเพศหญิงต่อมเพศ คือ รังไข่ (ovary)

ฮอร์โมนที่ต่อมเพศในแต่ละเพศผลิตออกมา มีคุณลักณะที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางเพศ และการเกิดอารมณ์ความรู้สึกทางเพศ ดังนี้

1) ฮอร์โมนเพศของเพศชาย

เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น กลุ่มเซลล์เนื้อเยื่อของลูกอัณฑะ นอกจากจะผลิตเซลล์เพศชาย หรือ อสุจิ (sperm)แล้ว ยังผลิตฮอร์โมนเพศออกมาด้วย ที่สำคัญ คือ ฮอร์โมนเทสทอสเทอโรน (testosterone) ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะส่งผลให้วัยรุ่นเพศชายมีลักษณะความเป็นชายที่เห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการของการ เกิดความรู้สึกต้องการทางเพศขึ้น และหากตัดลูกอัณฑะทั้งสองข้างออกในช่วงของวัยเด็ก จะส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติในร่างกายขึ้น เป็นต้นว่า อวัยวะเพศจะไม่เจริญเติบโต ไม่มีคุณลักษณะของความเป็นชาย มีการสะสมของไขมันบริเวณใบหน้า แขน หน้าอก และบริเวณรักแร้มากขึ้น และยังพบว่าบริเวณกล่องเสียงจะมีขนาดที่เล็กลงส่งผลให้มีเสียงคล้ายผู้หญิง และถ้าหากตัดลูกอัณฑะทั้งสองข้างออกในวัยผู้ใหญ่จะส่งผลให้เป็นหมัน ไม่มีความรู้สึกทางเพศ และมีคุณลักษณะบางประการไปในทางเพศหญิง ได้แก่ ความแข็งแรงลดลง ขนาดของกล้ามเนื้อเล็กลง เป็นต้น

2) ฮอร์โมนเพศของเพศหญิง

ในเพศหญิงรังไข่ถือว่าเป็นต่อมเพศ จะผลิตฮอร์โมนสำคัญที่เกี่ยวกับพัฒนาการทางเพศของเพศหญิงออกมาที่สำคัญ ได้แก่ ฮอร์โมนเอสตราดิโอล (estradiol) ฮอร์โมนฟอลลิคอวลาร์ (follicular) และฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน (progesterone) โดยแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติในการกระตุ้น และควบคุมพัฒนาการทางเพศในเพศหญิง เป็นต้นว่า ฮอร์โมนเอสตราดิโอล และ ฮอร์โมนฟอลลิคิวลาร์ ซึ่งโดยภาพรวมจะมีอิทธิพลในการควบคุมคุณลักษณะของความเป็นหญิง ตลอดจนกระตุ้นให้อวัยวะเพศของเพศหญิงเปลี่ยนจากลักษณะในวัยเด็กไปสู่วัยผู้ใหญ่มากขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้มีรูปร่างที่ได้สัดส่วนมากขึ้น มีประจำเดือนและมีการพัฒนาทางด้านจิตใจที่เป็นผู้หญิง และเกิดความรู้สึกต้องการทางเพศ ขึ้นเช่นเดียวกับเพศชาย แต่โดยธรรมชาติความรู้สึกที่เกิดขึ้นดังกล่าวเพศหญิงจะควบคุมอารมณ์และความต้องการได้ดีกว่าเพศชาย และพบว่าฮอร์โมนเอสตราดิโอลยังมีคุณลักษณะในการกระตุ้นให้รังไข่ ผลิตไข่ออกมาเดือนละฟองสลับกันข้างซ้าย ข้างขวา โดยมีฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน ทำหน้าที่กระตุ้นให้ผนังมดลูกมีความหนาขึ้นเพื่อพร้อมรับการฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสม

 

 

  

 

 

อ้างอิงรูป : https://plus.google.com/112161576981517989744/posts/VRNg5aVFUkm

ฮอร์โมนเพศเป็นปัจจัยภายในที่สำคัญที่เป็นสิ่งเร้าให้วัยรุ่นพัฒนาการของอารมณ์ทางเพศเกิดขึ้น และนำไปสู่การเกิดความต้องการทางเพศตามช่วงวัย ในเพศชายฮอร์โมนที่เป็นปัจจัยสำคัญ คือ ฮอร์โมนเทสทอสเทอโรน ส่วนในเพศหญิง คือ ฮอร์โมนเอสตราดิโอล และฮอร์โมนฟอลลิคิวลาร์

 

–          ลักษณะของปัจจัยที่เป็นสิ่งเร้าภายนอก

ปัจจัยที่เป็นสิ่งเร้าภายนอก หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกต่างๆที่สามารถกระตุ้นผู้ที่รับรู้ให้เกิดอารมณ์ทางเพศขึ้น ซึ่งสิ่งเร้าเหล่านี้มีหลายรูปแบบ ได้แก่

  1. สื่อรูปแบบต่างๆ

ในปัจจุบันมีสื่อหลากหลายรูปแบบที่กระตุ้นให้วัยรุ่นเกิดอารมณ์ทางเพศ โดยเฉพาะสื่อทางเพศ เป็นสื่อที่นำเสนอภาพหรือข้อมูลที่ให้ความรู้เรื่องเพศ มีทั้งสื่อที่สร้างสรรค์และไม่สร้างสรรค์

สื่อที่สร้างสรรค์ คือ สื่อที่ให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศ ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกวิธี การป้องกันตนเองจากการตั้งครรภ์ เป็นต้น ส่วนสื่อที่ไม่สร้างสรรค์แบ่งออกได้เป็น 2ระดับ คือ ระดับของสื่อทางเพศที่ห้ามมีการเผยแพร่ในสังคมไทยอย่างเด็ดขาด ส่วนระดับที่สอง เป็นสื่อทางเพศที่ต้องห้ามเนื่องจากเป็นผลมาจากศีลธรรมอันดีงามของสังคมไทย

ความหลากหลายของสื่อที่กล่าวมาข้างต้นนั้น วัยรุ่นบางคนก็ไม่สามารถแยกแยะสื่อที่สร้างสรรค์กับสื่อที่มาสร้างสรรค์ได้ จึงได้รับเอาข้อมูลเรื่องเพศมากจากสื่อทั้งสองประเภท สื่อที่ไม่สร้างสรรค์จึงมีการผลิตและเผยแพร่มากขึ้นทุกวัน ทั้งในรูปแบบหนังสือและวารสารต่างๆ สื่อที่อยู่ในรูปของภาพยนตร์ก็มี และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ปัจจุบัน ระบบอินเทอร์เน็ตได้ถูกนำมาใช้เป็นสื่อทางเพศอีกช่องทางหนึ่ง บางกรณีก้นำเสนอผ่านเว็บไซต์ บางกรณีก็นำเสนอในรูปแบบเกมออนไลน์ และจะเห็นได้ว่า ระบบนี้บางทีก็ขาดการดูแล และการจัดการที่ดี จึงทำให้มีการเผยแพร่ลุกลามอย่างรวดเร็ว นอกจากจะยั่วยุและกระตุ้นให้วัยรุ่นเกิดอารมณ์ทางเพศได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นแล้ว ยังอาจนำไปสู่การมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศอีกด้วย

จากความสำคัญของสื่อในรูปแบบต่างๆที่กล่าวมา อาจกล่าวได้ว่า สื่อที่กล่าวมาจัดเป็นสิ่งเร้าภายนอกที่สำคัญ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องตลอดจนวัยรุ่นต้องให้ความสำคัญในการระมัดระวังในการเลือกรับสื่อที่ถูกประเภทด้วย

อ้างอิงรูป : https://cujrnewmedia.wordpress.com/2011/12/24/

  1. สภาพทางสังคมและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป

ในปัจจุบันคงต้องยอมรับกันว่า สภาพทางสังคมและวัฒนธรรมไทยได้เปลี่ยนไป เนื่องจากมีการรับเอาวัฒนธรรมของชาติตะวันตกให้มามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้วัยรุ่นไทยมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น ทั้งทางด้านการแต่งกาย การคบเพื่อนต่างเพศ ซึ่งมีอิสระมากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจุบันสภาพของครอบครัวไทยเปลี่ยนไป ผู้ปกครองมีเวลาใกล้ชิดกับบุตรหลานน้อยลง ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพของภาวะทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังพบว่า ความมีอิสระของสื่อต่อการนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเพศ สิ่งต่างๆเหล่านี้จัดได้ว่าเป็นสิ่งเร้าภายนอกที่สำคัญที่สามารถจะเร้าและกระตุ้นให้วัยรุ่นเกิดความต้องการทางเพศขึ้นได้ โดยเฉพาะหากขาดการดูแลและการควบคุมที่ถูกต้องเหมาะสม

  1. ค่านิยมและประพฤติที่ไม่เหมาะสมในบางลักษณะของวัยรุ่น

ผลจากสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมทางสังคมไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศที่เปลี่ยนไป สางผลให้วัยรุ่นไทยเกิดค่านิยมและมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในหลายลักษณะ เป็นต้นว่า ค่านิยมในเรื่องการแต่งกายตามสมัยนิยม (Fashion) ที่มากเกินไปของวัยรุ่น โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น การสวมเสื้อผ้าที่รัดรูปทำให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้ง หรือการเปิดเผยสัดส่วนของร่างกายมากเกินไปของเพศหญิง ซึ่งการแสดงออกดังกล่าวอาจกระตุ้นและยั่วยุให้เพศชายเกิดความอารมณ์ทางเพศได้ นอกจากนี้ยังพบว่า วัยรุ่นมักจะมีค่านิยมเกี่ยวกับความต้องการในการแสดงออกโดยอิสระ เป็นต้นว่า การเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน การสัมผัสร่างกายของเพศตรงข้ามหรือการจับมือถือแขน กอดจูบกันในที่สาธารณะ การอยู่ลำพังสองต่อสอง หรือการไม่ให้ความสำคัญเรื่องการรักษาพรหมจรรย์ ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ถือว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญมากๆเพราะถือว่าเป็นความคิดของวัยรุ่นที่เป็นวัยที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าได้รับการเรียนรู้มาแบบผิดๆ และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ทางเพศไว้ได้ก็อาจทำให้เกิดความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิตเลยก็ได้ วัยรุ่นจึงควรตระหนักในการควบคุมอารมณ์ทางเพศให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม และควรมีสติยั้งคิดอยู่ตลอดเวลาด้วย

>แนวทางการแก้ไขและช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมวัยรุ่น

 

การแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงต้องเริ่มที่ตัวบุคคลและครอบครัว ดังนี้

ระดับบุคคล

  1. เรียนรู้และฝึกฝนตนเองให้เป็นคนใจเย็น มีเหตุผล ฝึกสมาธิ
  2. ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น อย่ายึดตนเองเป็นใหญ่
  3. ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เช่น เล่นกีฬา ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  4. 4. อยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข ให้ความช่วยเหลือคนอื่นๆ เท่าที่จะสามารถทำได้
  5. ไม่ตัดสินปัญหาโดยการใช้กำลัง และหลีกเลี่ยงเมื่อถูกผู้อื่นใช้กำลัง
  6. ไม่หมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมทางอินเทอร์เน็ตมากเกินไป โดยเฉพาะการสนทนาทางอินเทอร์เน็ต หรือการแชท (chat) ซึ่งจะนำไปสู่การถูกหลอกลวงไปทำรุนแรงทางเพศได้ง่าย

ระดับครอบครัว

1.สร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว พ่อ แม่ ผู้ปกครองควรมีข้อตกลง เรื่อง อำนาจการตัดสินใจเรื่องในครอบครัวโดยไม่ใช้ความรุนแรง

2.มีพฤติกรรมที่แสดงความรัก ความเอื้ออาทร และช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่าง พ่อ แม่ ลูกและคนอื่นๆ ในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ

  1. มีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินชีวิต ตลอดจนกติกาต่างๆ ภายในครอบครัว โดยสมาชิกทุกคนมีส่วนร่วม
  2. สมาชิกในครอบครัวมีความยืดหยุ่น ยอมรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสมาชิกในครอบครัวอย่างปกติ
  3. สมาชิกทุกคนควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของครอบครัว ตามสถานภาพที่ควรจะเป็น รวมทั้งการแก้ไขเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดด้วย
  4. พ่อแม่ ผู้ปกครองให้การอบรมเลี้ยงดูลูกๆ ไปในแนวทางที่ถูกต้องโดยให้การเอาใจใส่ดูแลลูกๆ อย่างใกล้ชิด
  5. พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง
  6. พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องไม่ใช้ความรุนแรงกับลูกๆ การลงโทษเมื่อลูกกระทำผิดต้องทำอย่างมีเหตุผล
  7. พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องไม่ใช้ความรุนแรงให้กับลูกๆ จนกลายเป็นคนชอบใช้ความรุนแรง เมื่อมีโอกาส

 

อ้างอิงรูป : http://www.dmc.tv/pages//% A2.html

วิธีการปฏิบัติตามหลักความปลอดภัย

คนทุกคนควรปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาความรุนแรง ดังนี้

  1. ไม่แก้ไขปัญหาโดยใช้ความรุนแรงทุกลักษณะ
  2. ไม่เข้าไปในสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อการถูกกระทำรุนแรง เช่น ไม่ไปในสถานที่เปลี่ยวในเวลากลางคืน เพราะอาจถูกปล้น จี้ หรือ โดนทำร้ายได้ เป็นต้น
  3. ไม่พูดหรือกระทำสิ่งที่ยั่วยุให้ผู้มีอำนาจเหนือกว่า เกิดความโกรธ และทำร้ายเราได้
  4. เมื่อพบเห็นเหตุการณ์หรือสิ่งผิดปกติที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัย หรืออันตรายในบ้านหรือในชุมชน ต้องแจ้งให้ผู้ใหญ่หรือตำรวจทราบ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
  5. ประพฤติปฏิบัติตนตามแนวทางที่ถูกต้อง ไม่ประพฤติตนในทางไม่ดีหรือเกเร
  6. ในการกระทำสิ่งต่างๆ ต้องยึดหลัก“ปลอดภัยไว้ก่อน” “ไม่ประมาท”

 

 

อ้างอิงรูป : http://www.pccl.ac.th/external_newsblog.php?links=486

>อิทธิพลต่างๆที่มีผลต่อพฤติกรรมทางเพศ

 

อิทธิพลจากครอบครัว

ครอบครัวเป็นสถาบันที่ประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูกซึ่งเป็นสถาบันแรกที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูและได้รับ ความรู้ต่างๆจากพ่อแม่และบุคคลในครอบครัวถ้าครอบครัวใดที่พ่อแม่และ บุคคลในครอบครัวมีการศึกษาและ ถ่ายทอดสิ่งที่ ดีมีคุณค่ากับเด็ก  เด็กก็จะได้รับการซึมซับสิ่งที่ดีมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์  แต่เด็กที่ที่เกิดในครอบ ครัวที่เป็นแบบอย่างใน ทาง ตรงข้าม เช่น พ่อ แม่ หรือบุคคลในครอบครัวมีการศึกษาน้อย ยากจน พ่อแม่มีพฤติกรรม ที่ไม่ถูกต้อง เช่น พูดจาหยาบคาย ไม่สุภาพ และมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมเด็กก็จะ ซึมซับเอาพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องนั้นมาเป็นพฤติกรรมของตนเอง

 

อิทธิพลจากเพื่อน  

เพื่อนเป็นคนที่ชอบพอรักใคร่ของเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกัน   หรือ ใกล้เคียงกันมีรสนิยมและสนใจเรื่องต่างๆ  เหมือนกันเพื่อนจึงมีอิทธิพลอย่างมากทั้งทางดี และ ไม่ดีเด็กที่รู้จักคบเพื่อน ที่ดีมาจากครอบครัวที่เป็นแบบอย่างที่ดีเด็กก็จะ ได้เพื่อนที่ดีชักชวนกันทำกิจกรมที่ดีมีประโยชน์ เช่น รักเรียน ช่วยเหลือผู้อื่น อยู่ในกรอบระเบียบที่ดีของสังคม

 

อิทธิพลจากสังคม 

ปัญหาพฤติกรรมทางเพศที่มีอิทธิพลมาจากสังคมที่่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนทำให้คนในสังคมแตกต่างกัน  ได้แก่ กลุ่มที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งเกิดจากวิกฤติทางเศรษฐกิจทำให้มีสถานภาพทางสังคมเปลี่ยนไป และกลุ่มที่ตามยุคสมัยจนเกินไป และนำความทันสมัยในทางที่ผิด โดยการเลียนแบบพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศและพฤติกรรมผิดๆจากสิ่งที่ทันสมัย เช่น จากสื่อสิ่งพิมพ์สื่อโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ตมากจนเกินไป   จึงทำให้เกิดปัญหามากในปัจจุบัน

 

คลิปวิดีโอ 

https://www.youtube.com/watch?v=EtFZn_Sz0FE

 

 

อ้างอิง

–          https://sites.google.com/site/singreapayhakhxngwayrun/neuxha-2

–          http://trangis.com/kruuza/4_5.html

–          http://www.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fpe-knowledge-teen-problem.blogspot.com%2F&h=1AQEAqAVt

 

–          http://www.rcpsycht.org/cap/book04_20.php

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

อ้างอิงรูป : https://plus.google.com/112161576981517989744/posts/VRNg5aVFUkm

ฮอร์โมนเพศเป็นปัจจัยภายในที่สำคัญที่เป็นสิ่งเร้าให้วัยรุ่นพัฒนาการของอารมณ์ทางเพศเกิดขึ้น และนำไปสู่การเกิดความต้องการทางเพศตามช่วงวัย ในเพศชายฮอร์โมนที่เป็นปัจจัยสำคัญ คือ ฮอร์โมนเทสทอสเทอโรน ส่วนในเพศหญิง คือ ฮอร์โมนเอสตราดิโอล และฮอร์โมนฟอลลิคิวลาร์

 

–          ลักษณะของปัจจัยที่เป็นสิ่งเร้าภายนอก

ปัจจัยที่เป็นสิ่งเร้าภายนอก หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกต่างๆที่สามารถกระตุ้นผู้ที่รับรู้ให้เกิดอารมณ์ทางเพศขึ้น ซึ่งสิ่งเร้าเหล่านี้มีหลายรูปแบบ ได้แก่

  1. สื่อรูปแบบต่างๆ

ในปัจจุบันมีสื่อหลากหลายรูปแบบที่กระตุ้นให้วัยรุ่นเกิดอารมณ์ทางเพศ โดยเฉพาะสื่อทางเพศ เป็นสื่อที่นำเสนอภาพหรือข้อมูลที่ให้ความรู้เรื่องเพศ มีทั้งสื่อที่สร้างสรรค์และไม่สร้างสรรค์

สื่อที่สร้างสรรค์ คือ สื่อที่ให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศ ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกวิธี การป้องกันตนเองจากการตั้งครรภ์ เป็นต้น ส่วนสื่อที่ไม่สร้างสรรค์แบ่งออกได้เป็น 2ระดับ คือ ระดับของสื่อทางเพศที่ห้ามมีการเผยแพร่ในสังคมไทยอย่างเด็ดขาด ส่วนระดับที่สอง เป็นสื่อทางเพศที่ต้องห้ามเนื่องจากเป็นผลมาจากศีลธรรมอันดีงามของสังคมไทย

ความหลากหลายของสื่อที่กล่าวมาข้างต้นนั้น วัยรุ่นบางคนก็ไม่สามารถแยกแยะสื่อที่สร้างสรรค์กับสื่อที่มาสร้างสรรค์ได้ จึงได้รับเอาข้อมูลเรื่องเพศมากจากสื่อทั้งสองประเภท สื่อที่ไม่สร้างสรรค์จึงมีการผลิตและเผยแพร่มากขึ้นทุกวัน ทั้งในรูปแบบหนังสือและวารสารต่างๆ สื่อที่อยู่ในรูปของภาพยนตร์ก็มี และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ปัจจุบัน ระบบอินเทอร์เน็ตได้ถูกนำมาใช้เป็นสื่อทางเพศอีกช่องทางหนึ่ง บางกรณีก้นำเสนอผ่านเว็บไซต์ บางกรณีก็นำเสนอในรูปแบบเกมออนไลน์ และจะเห็นได้ว่า ระบบนี้บางทีก็ขาดการดูแล และการจัดการที่ดี จึงทำให้มีการเผยแพร่ลุกลามอย่างรวดเร็ว นอกจากจะยั่วยุและกระตุ้นให้วัยรุ่นเกิดอารมณ์ทางเพศได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นแล้ว ยังอาจนำไปสู่การมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศอีกด้วย

จากความสำคัญของสื่อในรูปแบบต่างๆที่กล่าวมา อาจกล่าวได้ว่า สื่อที่กล่าวมาจัดเป็นสิ่งเร้าภายนอกที่สำคัญ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องตลอดจนวัยรุ่นต้องให้ความสำคัญในการระมัดระวังในการเลือกรับสื่อที่ถูกประเภทด้วย

อ้างอิงรูป : https://cujrnewmedia.wordpress.com/2011/12/24/

  1. สภาพทางสังคมและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป

ในปัจจุบันคงต้องยอมรับกันว่า สภาพทางสังคมและวัฒนธรรมไทยได้เปลี่ยนไป เนื่องจากมีการรับเอาวัฒนธรรมของชาติตะวันตกให้มามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้วัยรุ่นไทยมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น ทั้งทางด้านการแต่งกาย การคบเพื่อนต่างเพศ ซึ่งมีอิสระมากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจุบันสภาพของครอบครัวไทยเปลี่ยนไป ผู้ปกครองมีเวลาใกล้ชิดกับบุตรหลานน้อยลง ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพของภาวะทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังพบว่า ความมีอิสระของสื่อต่อการนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเพศ สิ่งต่างๆเหล่านี้จัดได้ว่าเป็นสิ่งเร้าภายนอกที่สำคัญที่สามารถจะเร้าและกระตุ้นให้วัยรุ่นเกิดความต้องการทางเพศขึ้นได้ โดยเฉพาะหากขาดการดูแลและการควบคุมที่ถูกต้องเหมาะสม

  1. ค่านิยมและประพฤติที่ไม่เหมาะสมในบางลักษณะของวัยรุ่น

ผลจากสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมทางสังคมไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศที่เปลี่ยนไป สางผลให้วัยรุ่นไทยเกิดค่านิยมและมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในหลายลักษณะ เป็นต้นว่า ค่านิยมในเรื่องการแต่งกายตามสมัยนิยม (Fashion) ที่มากเกินไปของวัยรุ่น โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น การสวมเสื้อผ้าที่รัดรูปทำให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้ง หรือการเปิดเผยสัดส่วนของร่างกายมากเกินไปของเพศหญิง ซึ่งการแสดงออกดังกล่าวอาจกระตุ้นและยั่วยุให้เพศชายเกิดความอารมณ์ทางเพศได้ นอกจากนี้ยังพบว่า วัยรุ่นมักจะมีค่านิยมเกี่ยวกับความต้องการในการแสดงออกโดยอิสระ เป็นต้นว่า การเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน การสัมผัสร่างกายของเพศตรงข้ามหรือการจับมือถือแขน กอดจูบกันในที่สาธารณะ การอยู่ลำพังสองต่อสอง หรือการไม่ให้ความสำคัญเรื่องการรักษาพรหมจรรย์ ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ถือว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญมากๆเพราะถือว่าเป็นความคิดของวัยรุ่นที่เป็นวัยที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าได้รับการเรียนรู้มาแบบผิดๆ และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ทางเพศไว้ได้ก็อาจทำให้เกิดความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิตเลยก็ได้ วัยรุ่นจึงควรตระหนักในการควบคุมอารมณ์ทางเพศให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม และควรมีสติยั้งคิดอยู่ตลอดเวลาด้วย

>แนวทางการแก้ไขและช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมวัยรุ่น

 

การแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงต้องเริ่มที่ตัวบุคคลและครอบครัว ดังนี้

ระดับบุคคล

  1. เรียนรู้และฝึกฝนตนเองให้เป็นคนใจเย็น มีเหตุผล ฝึกสมาธิ
  2. ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น อย่ายึดตนเองเป็นใหญ่
  3. ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เช่น เล่นกีฬา ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  4. 4. อยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข ให้ความช่วยเหลือคนอื่นๆ เท่าที่จะสามารถทำได้
  5. ไม่ตัดสินปัญหาโดยการใช้กำลัง และหลีกเลี่ยงเมื่อถูกผู้อื่นใช้กำลัง
  6. ไม่หมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมทางอินเทอร์เน็ตมากเกินไป โดยเฉพาะการสนทนาทางอินเทอร์เน็ต หรือการแชท (chat) ซึ่งจะนำไปสู่การถูกหลอกลวงไปทำรุนแรงทางเพศได้ง่าย

ระดับครอบครัว

1.สร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว พ่อ แม่ ผู้ปกครองควรมีข้อตกลง เรื่อง อำนาจการตัดสินใจเรื่องในครอบครัวโดยไม่ใช้ความรุนแรง

2.มีพฤติกรรมที่แสดงความรัก ความเอื้ออาทร และช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่าง พ่อ แม่ ลูกและคนอื่นๆ ในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ

  1. มีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินชีวิต ตลอดจนกติกาต่างๆ ภายในครอบครัว โดยสมาชิกทุกคนมีส่วนร่วม
  2. สมาชิกในครอบครัวมีความยืดหยุ่น ยอมรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสมาชิกในครอบครัวอย่างปกติ
  3. สมาชิกทุกคนควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของครอบครัว ตามสถานภาพที่ควรจะเป็น รวมทั้งการแก้ไขเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดด้วย
  4. พ่อแม่ ผู้ปกครองให้การอบรมเลี้ยงดูลูกๆ ไปในแนวทางที่ถูกต้องโดยให้การเอาใจใส่ดูแลลูกๆ อย่างใกล้ชิด
  5. พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง
  6. พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องไม่ใช้ความรุนแรงกับลูกๆ การลงโทษเมื่อลูกกระทำผิดต้องทำอย่างมีเหตุผล
  7. พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องไม่ใช้ความรุนแรงให้กับลูกๆ จนกลายเป็นคนชอบใช้ความรุนแรง เมื่อมีโอกาส

 

อ้างอิงรูป : http://www.dmc.tv/pages//% A2.html

วิธีการปฏิบัติตามหลักความปลอดภัย

คนทุกคนควรปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาความรุนแรง ดังนี้

  1. ไม่แก้ไขปัญหาโดยใช้ความรุนแรงทุกลักษณะ
  2. ไม่เข้าไปในสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อการถูกกระทำรุนแรง เช่น ไม่ไปในสถานที่เปลี่ยวในเวลากลางคืน เพราะอาจถูกปล้น จี้ หรือ โดนทำร้ายได้ เป็นต้น
  3. ไม่พูดหรือกระทำสิ่งที่ยั่วยุให้ผู้มีอำนาจเหนือกว่า เกิดความโกรธ และทำร้ายเราได้
  4. เมื่อพบเห็นเหตุการณ์หรือสิ่งผิดปกติที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัย หรืออันตรายในบ้านหรือในชุมชน ต้องแจ้งให้ผู้ใหญ่หรือตำรวจทราบ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
  5. ประพฤติปฏิบัติตนตามแนวทางที่ถูกต้อง ไม่ประพฤติตนในทางไม่ดีหรือเกเร
  6. ในการกระทำสิ่งต่างๆ ต้องยึดหลัก“ปลอดภัยไว้ก่อน” “ไม่ประมาท”

 

 

อ้างอิงรูป : http://www.pccl.ac.th/external_newsblog.php?links=486

>อิทธิพลต่างๆที่มีผลต่อพฤติกรรมทางเพศ

 

อิทธิพลจากครอบครัว

ครอบครัวเป็นสถาบันที่ประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูกซึ่งเป็นสถาบันแรกที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูและได้รับ ความรู้ต่างๆจากพ่อแม่และบุคคลในครอบครัวถ้าครอบครัวใดที่พ่อแม่และ บุคคลในครอบครัวมีการศึกษาและ ถ่ายทอดสิ่งที่ ดีมีคุณค่ากับเด็ก  เด็กก็จะได้รับการซึมซับสิ่งที่ดีมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์  แต่เด็กที่ที่เกิดในครอบ ครัวที่เป็นแบบอย่างใน ทาง ตรงข้าม เช่น พ่อ แม่ หรือบุคคลในครอบครัวมีการศึกษาน้อย ยากจน พ่อแม่มีพฤติกรรม ที่ไม่ถูกต้อง เช่น พูดจาหยาบคาย ไม่สุภาพ และมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมเด็กก็จะ ซึมซับเอาพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องนั้นมาเป็นพฤติกรรมของตนเอง

 

อิทธิพลจากเพื่อน  

เพื่อนเป็นคนที่ชอบพอรักใคร่ของเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกัน   หรือ ใกล้เคียงกันมีรสนิยมและสนใจเรื่องต่างๆ  เหมือนกันเพื่อนจึงมีอิทธิพลอย่างมากทั้งทางดี และ ไม่ดีเด็กที่รู้จักคบเพื่อน ที่ดีมาจากครอบครัวที่เป็นแบบอย่างที่ดีเด็กก็จะ ได้เพื่อนที่ดีชักชวนกันทำกิจกรมที่ดีมีประโยชน์ เช่น รักเรียน ช่วยเหลือผู้อื่น อยู่ในกรอบระเบียบที่ดีของสังคม

 

อิทธิพลจากสังคม 

ปัญหาพฤติกรรมทางเพศที่มีอิทธิพลมาจากสังคมที่่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนทำให้คนในสังคมแตกต่างกัน  ได้แก่ กลุ่มที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งเกิดจากวิกฤติทางเศรษฐกิจทำให้มีสถานภาพทางสังคมเปลี่ยนไป และกลุ่มที่ตามยุคสมัยจนเกินไป และนำความทันสมัยในทางที่ผิด โดยการเลียนแบบพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศและพฤติกรรมผิดๆจากสิ่งที่ทันสมัย เช่น จากสื่อสิ่งพิมพ์สื่อโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ตมากจนเกินไป   จึงทำให้เกิดปัญหามากในปัจจุบัน

 

 

 

อ้างอิง

–          https://sites.google.com/site/singreapayhakhxngwayrun/neuxha-2

–          http://trangis.com/kruuza/4_5.html

–          http://www.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fpe-knowledge-teen-problem.blogspot.com%2F&h=1AQEAqAVt

 

–          http://www.rcpsycht.org/cap/book04_20.php

 

 

สาเหตุของปัญหาสุขภาพจิต
สาเหตุของปัญหาสุขภาพจิต

ปัญหาสุขภาพจิตเป็นภาวะจิตใจที่ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนผสมผสานกัน ในทางจิตวิทยาเชื่อว่าปัญหาสุขภาพจิตมีสาเหตุแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มปัจจัยคือ

ปัจจัยภายในตัวบุคคล

แบ่งออก เป็น 2 ประการ ได้แก่

  • สาเหตุของร่างกาย

ซึ่งมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ โดยโครโมโซม (Chromosome) เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน มะเร็งตับ และความพิการของอวัยวะต่าง ๆ เช่น ในกลุ่มบิดา มารดา พี่น้องที่เคยเป็นโรคจิตมีโอกาสที่จะเป็นได้ร้อยละ 7-16 แต่ในคนทั่วไปจะเป็นโรคจิตเพียงร้อยละ 0.9 เท่านั้นหรือ คู่แฝดของผู้ป่วยโรคจิตจากไข่ใบเดียวกัน มีโอกาสเป็นโรคจิตด้วยร้อละ 70-90 นอกจากนี้ความเจ็บป่วยทางกาย ความพิการ หรือมีโรคเรื้อรังจะทำให้บุคคลนั้นมีอารมณ์แปรปรวน เกิดความวิตกกังวล ท้อแท้ คิดมาก มีผลกระทบต่อสุขภาพจิตได้ ดังนี้

1.       โรคทางสมอง โรคทางสมองที่พบบ่อย ได้แก่

– ความเสื่อมของสมองตามวัย ( Senile dermentia )

– ความเสื่อมจากหลอดเลือดสมองตีบ ( Arteriosclerosis dermentia )

– การอักเสบของสมอง ( Encephalitis )

– เนื้องอกของสมอง ( Intracranial Neoplasm )

– สมองพิการจากซิฟิลิส ( Syphilis Meningoencephalitis )

พยาธิสภาพดังกล่าว ทำให้เซลล์ของสมองถูกทำลาย และเกิดความเสื่อมของเซลล์สมองอันเป็นสาเหตุทำให้เกิดความผิดปกติของจิต

2.       สารจากต่อมไร้ท่อ สารจากต่อมต่าง ๆ ในร่างกายมีผลต่อร่างกาย เช่น ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ( Hyperthyroidism ) มีอาการหงุดหงิดกระวนกระวาย มีความเครียด มีอาการซึมเศร้าและเฉื่อยชา ความจำเสื่อมเมื่ออาการทางจิตเป็นมาก อาจกลายเป็นโรคจิตหรือโรคจิตเภท สำหรับโรคขาดฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ (Hypothyroidism ) ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เฉื่อยชา ความจำเสื่อม อารมณ์เฉยเมย ไม่อยากพูด ประสาทหลอน และมีอาการซึมเศร้า

3.       อุบัติเหตุทางสมอง เมื่อสมองได้รับอุบัติเหตุ เช่น กระโหลกศีรษะได้รับอุบัติเหตุ กระโหลกศีรษะฟาดพื้นหรือของแข็ง และสมองได้รับความกระทบกระเทือนมากจนเกิดพยาธิสภาพของเซลล์สมองหรืออาจมีเลือดออกภายในเนื้อสมองจนเลือดไปกดดันเนื้อเยื่อของสมองย่อมทำให้เซลล์ของสมองเสื่อมไปตามความรุนแรงของอุบัติเหตุ และพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความผิดปกติ และความแปรปรวนของจิตได้

4.       สารพิษต่าง ๆ ถ้าร่างกายได้รับสารพิษ เช่น กัญชา มอร์ฟีน เฮโรอีน ฝิ่น โคเคอีน ยานอนหลับ แอมแฟตตามีน( ยาบ้า ) เมื่อใช้สารต่าง ๆ เหล่านี้จนติด หากไม่ได้กินหรือเสพจะทำให้เกิดอาการแปรปรวนของจิตได้ เช่น หงุดหงิด ทุรนทุราย หาวนอน ประสาทหลอน หมดความละอาย ก้าวร้าว ชอบทะเลาะวิวาท คุมสติไม่อยู่และมักทำร้ายร่างกายผู้อื่น

5.       โรคพิษสุราเรื้อรัง สุรามีสารที่สำคัญคือแอลกอฮอล์ เมื่อแอลกอฮอล์อยู่ในกระแสเลือดสามารถทำลายเซลล์ของสมองให้เสื่อมลงตามลำดับ ถ้าดื่มสุรามากและดื่มทุกวันสมอง จะเสื่อมมากขึ้น จนเกิดความวิปริตทางจิต หรือเกิดโรคจิตได้หลายอย่าง เช่น มีอาการพลุ่งพล่าน อาละวาด ดุร้ายจนถึงขั้นทำร้ายร่างกาย และทำลายชีวิตผู้อื่นได้

6.       การทำงานหนักเกินกำลัง การทำงานหนักเกินกำลังของตนเองทุก ๆ วันจะก่อให้เกิดความเครียด ความกังวล ความหงุดหงิด คิดมาก นอนไม่หลับ อ่อนเพลียจนเกิดความสับสน และตัดสินใจผิดพลาด ทำให้เกิดปฏิกริยาทางจิตใจและเป็นเหตุของโรคประสาทได้

  • สาเหตุทางจิตใจ

เนื่องจากมนุษย์มีความต้องการด้านจิตใจอยู่เสมอตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ความต้องการดังกล่าวคือ ความต้องการพื้นฐานที่เป็นแบบแผนเดียวกันกับทฤษฎีของมาสโลว์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ขั้นดังนี้

ขั้นที่ 1 ต้องการทางด้านร่างกาย เช่น ต้องการอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เป็นต้น

ขั้นที่ 2 ต้องการความปลอดภัย ไม่ต้องการให้ชีวิตได้รับอันตราย

ขั้นที่ 3 ต้องการความรัก เช่น ความรักจากพ่อแม่ เพื่อน เป็นต้น

ขั้นที่ 4 ต้องการมีชื่อเสียง เช่น อยากให้เป็นที่รู้จักของสังคม

ขั้นที่ 5 ต้องการประสบความสำเร็จ เช่น ประสบความสำเร็จด้านการประกอบอาชีพด้านการเรียน เป็นต้น

ในความต้องการพื้นฐานทั้ง 5 ขั้นดังกล่าว บางคนก็สมปรารถนาทุกขั้น บางคนก็ได้เพียง 2-3 ขั้น และกว่าจะได้ตามความต้องการก็จะพบกับอุปสรรคมากมาย แม้จะต่อสู้ก็ไม่สมกับที่หวังไว้และไม่อาจทำใจได้ หรือทำให้เกิดความผิดหวังรุนแรง เกิดความทุกข์ความไม่สบายใจเป็นเวลานาน จนอาจทำให้เกิดความเจ็บป่วยทางจิต หรือเกิดปัญหาสุขภาพจิตได้จากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้

1.       ความผิดหวังรุนแรง คนที่ไม่เคยผิดหวัง เมื่อมาผิดหวังย่อมทำให้เกิดอารมณ์เศร้าและเสียใจได้มาก เช่น สอบไล่ตก สอบเข้าทำงานไม่ได้หรืออกหัก บางครั้งต้องร้องไห้อยู่คนเดียว มีอาการนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย กินข้าวไม่ได้ หงุดหงิด

2.       การสูญเสียบุคคลที่รัก การสูญเสียบิดามารดาและบุคคลที่ตนรัก เป็นเหตุให้เกิดความ เสียใจอย่างรุนแรง จนมีอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ หดหู่ใจ หงุดหงิดโกรธง่ายกว่าธรรมดา รู้สึกท้อแท้และเบื่อชีวิต

3.       การตัดสินใจผิด ทุกคนที่มีความคิด ต่างก็คิดว่าตนได้คิดดีและตัดสินใจดีที่สุดแล้ว แต่กลับได้รับความล้มเหลวและความเสียหายจากการตัดสินใจของตนเอง เช่นเดียวกับการสอบไล่ตก จึงทำให้เกิดอารมณ์เศร้า และหมดความสุข มีความเสียใจเศร้าอย่างรุนแรง

4.       การสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง การสูญเสียทรัพย์สินเงินทองมาก ๆ ของคนบางคนรุนแรง พอ ๆ กับการสูญเสียบุคคลที่ตนรัก เพราะจิตใจมุ่งมั่นอยู่แต่เรื่องทรัพย์สินของตน และส่วนมากมีแต่ทางได้เงินมามาก ๆ เสมอ ครั้นมาสูญเสียครั้งเดียวและเป็นเงินจำนวนมาก ทำให้เสียใจมาก คิดมาก ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ

ปัจจัยภายนอกตัวบุคคล

แบ่งออกเป็น 6 ประการ ได้แก่

1.       สาเหตุจากครอบครัวและสัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ ลูก บุคคลที่ไม่ได้รับความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ อยู่ในครอบครัวที่ไม่มีความสุข ไม่ได้รับประสบการณ์ของสัมพันธภาพที่ดีจากครอบครัวเมื่อโตขึ้นจึงไม่สามารถปรับตัวได้ จิตใจไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถเผชิญปัญหา และอุปสรรค์ต่าง ๆ ของชีวิตซึ่งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต

2.       สาเหตุจากฐานะเศรษฐกิจ เงินเป็นปัจจัยสำคัญ หากครอบครัวใดไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้สมดุลกับรายจ่ายได้ จึงเกิดหนี้สินก็กระทบกับสุขภาพจิตของครอบครัวได้

3.       การขาดการศึกษาอบรม การขาดการศึกษาอบรมสั่งสอนที่ดี ทำให้ชีวิตหมกมุ่นอยู่แต่ในความมืดมน หมดหวังย่อมทำให้จิตใจหดหู่เกิดความเสื่อมของสมองเป็นปัญหาสุขภาพจิตได้

4.       สภาพชีวิตสมรสหรือชีวิตโสดที่มีปัญหายุ่งยาก ในชีวิตสมรสมีปัญหาเกิดขึ้นได้เสมอ เช่น ความขัดแย้ง การตั้งครรภ์ การมีบุตร สิ่งเหล่านี้นำปัญหาเข้ามาในชีวิตสมรส ถ้าทางออกไม่ได้ก็จะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต สำหรับคนเป็นโสดอาจเกิดปัญหา เช่น ว้าเหว่ขาดเพื่อน เหงา คิดมาก นอนไม่หลับ เกิดปัญหาสุขภาพจิตได้เช่นกัน

5.       สาเหตุจากสภาวะการณ์แวดล้อมต่าง ๆ เหตุการณ์หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงวัยต่าง ๆ ที่คนต้องปรับตัวตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ ถ้าปรับตัวไม่ได้ก็จะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนั้นการประสบภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟไหม้ ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้จะมีผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตได้

6.       สาเหตุจากวัฒนธรรมและค่านิยมของสังคม ในสังคมปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม และค่านิยมอย่างรวดเร็ว เด็กและวัยรุ่น มักรับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนใหม่ได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งจะเกิดความขัดแย้งกับผู้ใหญ่ ทำให้ผู้ใหญ่ไม่พอใจ ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

อาการแสดงออกของผู้มีปัญหาสุขภาพจิต

ผู้มีปัญหาสุขภาพจิตจะมีอาการที่ตนรู้สึกได้เอง หรือจะแสดงอาการที่ผู้อื่นสังเกตได้แต่ตนเองไม่รู้ว่ามีปัญหาสุขภาพจิต ได้แก่

1. อาการทางกาย มีอาการเจ็บป่วยทางกาย เช่น ความกังวลทำให้ระบบหัวใจผิดปกติ มีอาการใจสั่น ใจเต้น แสดงอาการหอบ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ความกังวลทำให้รับประทานอาหารไม่ได้หรือรับประทานอาหารมากเกินไป นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก ประจำเดือนไม่มาตามปกติ ความดันโลหิตสูง ปวดศีรษะ เป็นลม ชักเกร็ง ปวดข้อ ปวดหลังเป็นต้น

2. อาการทางใจ มีอาการแสดงออกทางความรู้สึก ความคิด อารมณ์ ความจำ สมาธิ เช่น

2.1 ด้านความรู้สึก ได้แก่ รู้สึกไม่สบาย น้อยใจ ไม่รักใคร หลงตัวเอง

o  2.2 ด้านความคิด ได้แก่ หมกมุ่น ฟุ้งซ่าน สับสน คิดมาก หลงผิด ประสาทหลอน หูแว่ว เบื่อ ชีวิต คิดอยากตาย มีความคิดแปลก ๆ

o  2.3 ด้านอารมณ์ ได้แก่ ซึมเศร้า กังวล อารมณ์อ่อนไหว เปลี่ยนแปลงง่าย ครื้นเครงมากเกินไป อารมณ์ไม่เหมาะสม ไม่มีสมาธิและความจำเสื่อม

3. อาการทางพฤติกรรม มีการแสดงออกแตกต่างจากปกติหรือลักษณะทางสังคมไม่ยอมรับ เช่น ก้าวร้าว ทำลายทรัพย์สิน ทำร้ายผู้อื่น แยกตัว ติดยาเสพติด ประพฤติผิดทางเพศเจ้าระเบียบเกินไป ย้ำคิด ย้ำทำ พึ่งพาผู้อื่น แต่งกายไม่เหมาะสมกับเพศและวัย ลักขโมย พูดปด เป็นต้น

ปัญหาสุขภาพจิตที่แสดงออกทางพฤติกรรม โดยเฉพาะพฤติกรรมทางเพศพวกนี้จะไม่สามารถเก็บกดความรู้สึกได้ เมื่อมีโอกาสเวลาใดจะมีความต้องการอย่างผิดปกติและรุนแรงแสดงออกโดยไม่รู้ตัว ได้แก่

– Homosexual รักร่วมเพศ สนใจเพศเดียวกัน

– Incest มีความสัมพันธ์ทางเพศกับสายโลหิตเดียวกัน

– Pedophillia การชอบร่วมเพศกับเด็กเล็ก ๆ

– Best- tiolity ความรู้สึกรักใคร่ในสัตว์เดรัจฉาน

– Satyiasis ความรู้สึกมักมากในทางกามารมณ์ ชอบมีความรู้สึกแปลก ๆ

– Nymphomania หญิงที่มีความรู้สึกทางอารมณ์จัด

– Exhibitionism ชอบอวดอวัยวะเพศให้เพศตรงข้ามดู

– Sadism เพศชายที่ชอบกระตุ้นโดยการทารุณเพศตรงข้าม

– Masochism เพศหญิงที่ชอบให้ฝ่ายตรงข้ามทำให้เจ็บปวดทรมาน

– Kleptomania พวกที่ชอบขโมยหรือสะสมกางเกงใน เสื้อชั้นในหญิงสาว

4. การเจ็บป่วยทางจิต มีอาการเจ็บป่วยทางจิต แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

  • โรคประสาท (Neurosis or Psychoneurosis) เป็นความผิดปกติของจิตใจค่อนข้างรุนแรง มีความวิตกกังวลเป็นอาการหลักร่วมกับอาการทางจิตอื่น ๆ จากสภาพจิตใจที่อ่อนแอไม่สามารถทนต่อความคับแค้นของสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ สามารถปฏิบัติหน้าที่การงานได้ตามปกติ อยู่ในกรอบของสังคมได้ ประสิทธิภาพในการทำงานจะลดลงจะมีอาการนานเกินหนึ่งเดือน สามารถรักษาให้หายหรือทุเลาได้ อาการของโรคแบ่งออกเป็น 7 ชนิด คือ

1.  วิตกกังวลมาก (Anxiety) โดยไม่ทราบสาเหตุ มีอาการทางกายและทางใจร่วมด้วย

2.  อาการชักกระตุกหรือเกร็งคล้ายผีเข้า

3.  อาการหวาดกลัว (Phobic disorder) เกิดความกลัวฝังแน่นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างรุนแรงโดยไม่มีเหตุผล

4.  ย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive disorder) ทำซ้ำ ๆ คิดซ้ำ ๆ เป็นเวลานานทั้งที่รู้ตัวแต่ควบคุมไม่ได้

5.  เสียใจ ซึมเศร้าเกินกว่าเหตุ (Neurotic depressive) จิตใจจดจ่อยู่กับเรื่องราวที่ได้รับความสะเทือนใจ มากกว่าที่ควรจะเป็น

6.  อ่อนเพลีย เบื่อหน่าย

7.  หมกมุ่นอยู่กับความเจ็บป่วยของตนเอง

  • โรคจิต (Psychosis) เป็นความผิดปกติของจิตใจขั้นรุนแรง ไม่สามารถประกอบภารกิจการงานได้ ไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดปกติ ไม่สามารถช่วยตนเองในการดำรงชีวิตประจำวันได้ ไม่สามารถรับรู้สภาพความเป็นจริงในปัจจุบันได้ ไม่ทราบว่าตนเองเป็นใคร บุคลิกเปลี่ยนไปจากเดิมจำเป็นต้องได้รับการรักษา อาการของโรคจิตแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 6 กลุ่ม คือ

1.   คลุ้มคลั่ง เอะอะ อาละวาด เกรี้ยวกราด ดุร้าย

2.   ยิ้มคนเดียว พูดพึมพำ เดินไปมา

3.   ประสาทหลอน (Hallusination) ได้ยินเสียงคนมาพูดคุยด้วยโดยไม่มีตัวตน เห็นภาพ

     แปลก ๆ

4.   หลงผิด (Delusion) หวาดระแวง กลัวถูกทำร้าย

5.   ซึมเฉย แยกตัวเอง ไม่พูดกับใคร

6.   อาการหลาย ๆ อย่าง บางครั้งเอะอะ บางครั้งซึมเฉย บางรายมีอาการหลงผิด หวาดกลัวประสาทหลอน

 

 


๒    มาตรฐานการเรียนรู้ที่เป็นเป้าหมาย

        มาตรฐาน  พ ๔.๑    เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ  การดำรงสุขภาพ  การป้องกันโรค  และการสร้างเสริมสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ

 

 

๓    ตัวชี้วัด : สิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้

๕.   อธิบายลักษณะอาการเบื้องต้นของผู้มีปัญหาสุขภาพจิต

 

๔     เป้าหมายการเรียนรู้

๑.     ความเข้าใจที่คงทน

๑)    ความหมายของสุขภาพจิต

๒)   ลักษณะเบื้องต้นของผู้มีปัญหาสุขภาพจิต

๓)   การประเมินภาวะสุขภาพจิตของตนเอง

๔)   การปฏิบัติตนเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิต

๒.    จิตพิสัย

เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างความสมดุลระหว่างสุขภาพกายและสุขภาพจิต

๓.    สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน

๑)   ความสามารถในการสื่อสาร

๒)  ความสามารถในการคิด

๓)   ความสามารถในการแก้ปัญหา

๔)   ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต

๕)   ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

๔.    คุณลักษณะที่พึงประสงค์

๑)    รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์

๒)   ซื่อสัตย์สุจริต

๓)   มีวินัย

๔)   ใฝ่เรียนรู้

๕)   อยู่อย่างพอเพียง

๖)    มุ่งมั่นในการทำงาน

๗)   รักความเป็นไทย

๘)   มีจิตสาธารณะ

        ๕.   ความรู้และทักษะเฉพาะวิชา

๑)   บอกความสำคัญของการประเมินภาวะสุขภาพจิตของตนเอง

๒)  บอกลักษณะอาการเบื้องต้นของผู้มีปัญหาสุขภาพจิต

๓)   ประเมินภาวะสุขภาพจิตของตนเอง

๔)   ปฏิบัติตนเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิต

๖.    ทักษะคร่อมวิชา

๑)  ทักษะการฟัง   การฟังครูอธิบาย และเพื่อนๆ แสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน

๒) ทักษะการอ่าน   การอ่านเนื้อหาสาระหน่วยการเรียนรู้

๓)  ทักษะการเขียน   การเขียนรายงาน การทำแบบฝึกหัด และการทำรายงาน

๔)  ทักษะการนำเสนอ (การพูด)   การนำเสนอเนื้อหาการสร้างเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิต

๕)  ทักษะการทำงานกลุ่ม   ระดมความคิดในการทำงานกลุ่ม

๖)  การสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์   การเขียนผังความคิด (Mind Mapping)

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๘

วิชา สุขศึกษา ๒                                                                                                   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒

หน่วยการเรียนรู้ที่ ๘   เรื่อง  จิตดี ชีวีเป็นสุข                                                               เวลา ๒ ชั่วโมง

๑     เป้าหมายการเรียนรู้

วิเคราะห์ความสมดุลระหว่างสุขภาพกายและสุขภาพจิต

    สาระสำคัญ

        ภาวะสังคมในปัจจุบันเป็นยุคของข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้านมีการแข่งขันกันสูง ทำให้เกิดความเครียดและเมื่อประสบปัญหาไม่สามารถแก้ปัญหาและปรับตัวไม่ได้มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต จึงทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ปัญหาสุขภาพจิตเป็นภาวะจิตใจที่ค่อนข้างยุ่งยากสลับซับซ้อน ดังนั้นนักเรียนควรเรียนรู้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพจิต  รู้ลักษณะอาการเบื้องต้นของผู้มีปัญหาสุขภาพจิต รวมทั้งมีการส่งเสริมให้มีสุขภาพจิตที่ดีมีสภาพชีวิตที่เป็นสุข

 

๓    มาตรฐานและตัวชี้วัด

มาตรฐาน พ ๔.๑       เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ  การดำรงสุขภาพ  การป้องกันโรค  และการสร้างเสริมสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ

ตัวชี้วัด : สิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้

๕.  อธิบายลักษณะอาการเบื้องต้นของผู้มีปัญหาสุขภาพจิต

๔     สาระการเรียนรู้

๑.     ความหมายของสุขภาพจิต

๒.    ลักษณะเบื้องต้นของผู้มีปัญหาสุขภาพจิต

๓.    การประเมินภาวะสุขภาพจิตของตนเอง

๔.    การปฏิบัติตนเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิต

   กิจกรรมฝึกทักษะที่ควรเพิ่มให้นักเรียน

K (Knowledge)

ความรู้ ความเข้าใจ

P (Practice)

การฝึกปฏิบัติ

A (Attitude)

คุณลักษณะอันพึงประสงค์

๑.   บอกความสำคัญของการประเมินภาวะสุขภาพจิตของตนเอง

๒.  บอกลักษณะอาการเบื้องต้นของผู้มีปัญหาสุขภาพจิต

๓.   ประเมินภาวะสุขภาพจิต      ของตนเอง

๔.   ปฏิบัติตนเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิต

๑.   วิเคราะห์และสร้างความสมดุลระหว่างสุขภาพกายและสุขภาพจิต ๑.   รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์

๒.  ซื่อสัตย์สุจริต

๓.  มีวินัย

๔.  ใฝ่เรียนรู้

๕.  อยู่อย่างพอเพียง

๖.   มุ่งมั่นในการทำงาน

๗.  รักความเป็นไทย

๘.  มีจิตสาธารณะ

 ๖      การวัดและประเมินผล

        ๑.    เครื่องมือวัดและประเมินผล

๑)   แบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียน

๒)  แบบฝึกหัด

๓)   ใบงาน

๔)   แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม

๕)   แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล

๖)   แบบสังเกตสมรรถนะของผู้เรียน

๗)   แบบสังเกตคุณลักษณะอันพึงประสงค์

        ๒.   วิธีวัดผล

๑)   ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียน

๒)  ตรวจแบบฝึกหัด

๓)   ตรวจใบงาน

๔)   สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม

๕)   สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล

๖)   สังเกตสมรรถนะของผู้เรียน

๗)   สังเกตคุณลักษณะอันพึงประสงค์

๓.    เกณฑ์การวัดและประเมินผล

๑)    สำหรับชั่วโมงแรกที่ใช้แบบทดสอบก่อนเรียนไม่มีเกณฑ์ผ่าน เก็บคะแนนไว้เปรียบเทียบ
กับคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน

๒)  การประเมินผลจากแบบฝึกหัด ต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบเกินร้อยละ ๕๐

๓)  การประเมินจากแบบตรวจใบงาน ต้องผ่านเกณฑ์การประเมิน เรื่องความรู้ความเข้าใจ การนำไปใช้ทักษะ และจิตพิสัย ทุกช่องเกินร้อยละ ๕๐

๔)  การประเมินผลจากการสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ต้องผ่านเกณฑ์การประเมิน คือ เกินร้อยละ ๕๐

๕)    การประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล เกณฑ์ผ่านการประเมิน ต้องไม่มีช่องปรับปรุง

๖)   การประเมินผลการสังเกตสมรรถนะของผู้เรียน คะแนนขึ้นอยู่กับการประเมินตามสภาพจริง

๗)   การประเมินผลการสังเกตคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน คะแนนขึ้นอยู่กับการประเมินตามสภาพจริง

 ๗    หลักฐาน/ผลงาน

๑.    ผลการทำแบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียน และแบบฝึกหัด

๒.   ผลการทำใบงาน

    กิจกรรมการเรียนรู้

ชั่วโมงที่ ๑

       ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน

๑.    ครูและนักเรียนสนทนาว่าการหัวเราะทำให้เรารู้สึกดีกับการมีชีวิตอยู่ คนที่สามารถสร้างอารมณ์ขัน และหัวเราะได้ในยามที่ต้องเผชิญสถานการณ์ที่เลวร้าย เช่น ป่วยด้วยโรคมะเร็ง เป็นต้น นับว่าเป็นความกล้าหาญ และจะทำให้ผู้นั้นรู้สึกถึงพลังในตัวเอง นอกจากให้ผลดีทางกาย ยังทำให้ผู้ป่วยคลายความเศร้าหมอง และช่วยเปิดทัศนคติในการมองโลกด้วยแง่มุมที่กว้างขึ้น และเป็นไปในทางบวก ทันทีที่เราคิดถึงเรื่องโจ๊ก ตลก ฮา สมองซีกซ้ายจะเริ่มทำหน้าที่ คิดวิเคราะห์จัดสรรถ้อยคำ ต่อมาสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอารมณ์ จะเริ่มตอบสนองโดยเร็ว ชั่วครู่สมองซีกขวาจะร่วมปะติดปะต่อเรื่องราว พริบตาเดียวคลื่นสมองจะเพิ่มขึ้น และแพร่ขยายไปทั่วบริเวณของสมอง ก่อนที่จะเล่าเรื่องโจ๊กนั้นออกมาเสียอีก แล้วในที่สุดก็จะหัวเราะ

       ๒.   ครูยกตัวอย่างวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง เช่น ฉันไม่มีคุณค่าพอที่จะรัก เพราะไม่เคยมีใครแสดงท่าทีว่ารักฉันสำหรับวิธีคิดที่ถูกต้องคือ วิธีแสดงออกของความรัก ความห่วงใยของคน มีหลากหลายวิธี ทั้งทางตรงและทางอ้อม ลองพิจารณาดูใหม่ อาจจะเห็นอะไรที่ต่างไปจากเดิมก็ได้ อีกประการหนึ่ง แค่เป็นคนดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ก็ถือว่ามีคุณค่าระดับหนึ่งแล้ว จงภูมิใจในตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ใครๆ ก็ต้องชื่นชม

๓.   ครูแจ้งกิจกรรมฝึกทักษะที่ควรเพิ่มให้นักเรียน และให้ทำแบบทดสอบก่อนเรียน ๑๐ ข้อ

        ขั้นสอน

๔.    ครูอธิบายความหมายของสุขภาพจิต ปัญหาสุขภาพจิต และลักษณะเบื้องต้นของผู้มีปัญหาสุขภาพจิต  โดยใช้สื่อแผ่นใสประกอบ

๕.    ครูแนะนำการเรียนแบบกลุ่มสังเกต (Observation) โดยแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็น  ๔  กลุ่มเท่ากัน ตามความสมัครใจ และมอบหมายให้ปฏิบัติงานดังนี้

๑)   นำการสอนแบบสืบสวนสอบสวนมาใช้ในการเรียนและกิจกรรมกลุ่มดังต่อไปนี้

ขั้นที่ ๑   กลุ่มนักเรียนเรียนสังเกต (Observation) สภาพแวดล้อมของปัญหาสุขภาพจิต โดยนำตัวอย่างกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงของผู้ป่วยทางสุขภาพจิต และกล่าวถึงปัญหา  แนวทางแก้ไขให้สอดคล้องกับความคิดรวบยอด

ขั้นที่ ๒  กลุ่มนักเรียนจัดลำดับโครงสร้างทางความคิด ตั้งสมมติฐานในการนำเสนอ ศึกษาความเข้าใจในสิ่งที่ได้ศึกษามาตามขั้นที่ ๑  สามารถปรับเปลี่ยนหรือสร้างความคิด รูปแบบในการ นำเสนอเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องของปัญหาสุขภาพจิต

ขั้นที่ ๓  กลุ่มนักเรียนวางแผนให้ได้ว่าจากการที่ได้ศึกษาค้นคว้าตาม Case Study ในลักษณะนี้แล้ว ผลที่ได้รับจะเป็นอย่างไร และอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

ขั้นที่ ๔  นำเสนอผลงานที่ได้รับมอบหมาย และเปิดโอกาสให้ทุกคนในชั้นเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นร่วมกัน

ขั้นที่ ๕  นำผลงานส่งผู้สอนเพื่อการประเมินผล

๖.    นักเรียนทำใบงานที่ ๘.๑ และ ๘.๒  ในหนังสือเสริมฝึกประสบการณ์  สุขศึกษา ๒

 ขั้นสรุปและประยุกต์

๗.    นักเรียนสรุปโดยการนำเสนอ สามารถทำความเข้าใจได้ แก้ปัญหาได้ นำไปใช้ประโยชน์ คิดสร้างสรรค์นำไปใช้ในสภาพการณ์ต่างๆ ได้ ซึ่งนับเป็นการใช้ความคิดและสติปัญญาของตัวเองได้อย่างมีอิสระ ทำให้ผู้เรียนเป็นคนช่างสังเกต มีเหตุผล ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ นอกจากนั้นยังเป็นคนมีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าแสดงความคิดอย่างมีเหตุผล ซึ่งสิ่งเหล่านี้นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

๘.    ครูแนะนำการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยเฉพาะการทำงาน ทำให้คนหมกมุ่นอยู่แต่ในเรื่องค้าขาย ขาดทุนกำไรทางวัตถุเงินตราเป็นใหญ่  จึงไม่มีวันพักผ่อน ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและเครียด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ  ในกระแสสังคมปัจจุบันกระตุ้นให้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการหาเงินหารายได้ โดยไม่ตระหนักถึงสุขภาพ  ทำให้นำไปสู่การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น  ตัวใครตัวมันเอาเปรียบกันไม่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เหมือนแต่ก่อนที่สังคมมีความรักความสามัคคีกัน  สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ปัญหาความเครียด  และปัญหาสุขภาพจิตตามมา

ชั่วโมงที่ ๒

     ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน

๙.    ครูและนักเรียนสนทนาถึงคนที่มีความเครียด ควรจะพูดระบายความเครียด หาที่ปรึกษาเพื่อระบายความเครียด ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเก็บความเครียดไว้คนเดียว เล่าปัญหาให้บุคคลที่ไว้วางใจได้ฟัง เพราะการพูดจะช่วยให้คุณพิจารณาปัญหา และเข้าใจปัญหาได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งบรรเทาความกดดัน และคลายความรู้สึกเครียดลงได้

๑๐.  ครูกล่าวว่าการรักษาด้านจิตใจ มีวิธีการหลายแบบ เช่น ให้กำลังใจ และแบบที่มีขั้นตอนซับซ้อน และต้องระมัดระวัง เช่น การรักษาทางยา และกระตุ้นด้วยไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีการรักษาซึ่งไม่ต้องใช้ทั้งยา และกระตุ้นด้วยไฟฟ้า แต่จะให้ความสำคัญกับการฝึก ให้ผู้ป่วยแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา ให้กลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขด้วยตนเอง เรียกว่า พฤติกรรมบำบัด

 

ขั้นสอน

๑๑.  ครูใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย (Lecture Method) เรื่องการประเมินภาวะสุขภาพจิตของตนเอง และการปฏิบัติตนเพื่อส่งเสริมสุขภาพ โดยใช้แบบทดสอบฝึกประเมิน

๑๒. ครูแนะนำการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning) เพื่อให้นักเรียนนำประสบการณ์เดิมของตนมาพัฒนาเป็นองค์ความรู้ให้มีการสื่อสารโดยการพูดหรือการเขียนเพื่อเป็นการวิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้เพื่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง และนักเรียนกับครูผู้สอน

๑๓. ผู้เรียนทำใบงานที่ ๘.๓ และ ๘.๔  ในหนังสือเสริมฝึกประสบการณ์  สุขศึกษา ๒

 ขั้นสรุปและประยุกต์

๑๔.  นักเรียนสรุปโดยอภิปรายผลจากการศึกษา และจากการฝึกปฏิบัติต่างๆ ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเทคนิคการทดสอบและการปฏิบัติตนในการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป

๑๕.  ครูแนะนำให้นักเรียนเป็นบุคคลที่มีคุณธรรมของการเป็นพลเมืองดี ได้แก่

–     การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

–     การมีระเบียบวินัยและรับผิดชอบต่อหน้าที่

–      รับฟังความคิดเห็นของกันและกัน และเคารพในมติของเสียงส่วนมาก

–      ความซื่อสัตย์สุจริต

–      ความสามัคคี

–      ความละอายและเกรงกลัวในการกระทำชั่ว

–      ความกล้าหาญและเชื่อมั่นในตนเอง

–      การส่งเสริมให้คนดีปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ

๑๖.  นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน และแบบฝึกหัดท้ายหน่วยการเรียนรู้

๙     สื่อ/แหล่งการเรียนรู้

  • หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน สุขศึกษา ๒ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ของบริษัท สำนักพิมพ์เอมพันธ์ จำกัด
  • หนังสือเสริมฝึกประสบการณ์ สุขศึกษา ๒ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ของบริษัท สำนักพิมพ์เอมพันธ์ จำกัด
  • วีดิทัศน์ แผ่นใส และรูปภาพประกอบ
  • ข่าวสาร สื่อสิ่งพิมพ์

๑๐    การบูรณาการ

๑.    การบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ได้แก่ ทักษะการเขียน ทักษะการพูด ทักษะการฟัง  และทักษะการอ่าน

๒.   การบูรณาการกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

๓.   คุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม

๔.   หน้าที่พลเมืองดี

แบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียนหน่วยที่ ๘

คำชี้แจง   ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย û ลงในตัวเลือก ก. ข. ค. และ ง. ที่เห็นว่าถูกต้องที่สุด

  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต

ก.   มีอารมณ์มั่นคง

ข.   มีบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ค.   สามารถเผชิญกับปัญหาอุปสรรค

ง.    มีวิธีการแก้ปัญหาอุปสรรคอย่างเหมาะสม

  • ข้อใดเป็นปัจจัยภายในตัวบุคคลที่ทำให้เสี่ยงต่อการมีปัญหาสุขภาพจิต

ก.    เกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจน

ข.    มีคนในครอบครัวที่เคยมีอาการป่วยทางจิต

ค.    ผู้ที่มีความเฉลียวฉลาด

ง.    ผู้ที่มีชื่อเสียงเกียรติยศ

  • ปัจจัยภายนอกตัวบุคคลที่เป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพจิต คือข้อใด

ก.   อยู่ในแหล่งเสื่อมโทรม                                      ข.    อยู่ในชนบทที่ห่างไกลชุมชน

ค.   อยู่ในสังคมที่มีเทคโนโลยีสูง                            ง.    อยู่ในครอบครัวที่มีญาติพี่น้องมาก

  • ข้อใดคือลักษณะเบื้องต้นของผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต

ก.    ความคิดเห็นเปลี่ยนแปลง                                 ข.     การพูดจาเปลี่ยนแปลง

ค.    ทัศนคติเปลี่ยนแปลง                                          ง.     บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง

  • อาการของผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตที่เห็นเด่นชัด คือข้อใด

ก.    เครียด                                                                     ข.    วิตกกังวล

ค.    ขี้ตกใจ                                                                    ง.    ไม่สามารถบังคับตนเองได้

  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะอาการที่แสดงออกทางประสาทของผู้มีปัญหาสุขภาพจิต

ก.    หวาดผวา                                                              ข.    ตื่นตระหนก

ค.    เหนื่อยล้า                                                              ง.     อัมพาตหรือชักกระตุก

  • ลักษณะเด่นชัดของผู้ที่มีอาการทางจิต คือข้อใด

ก.    วิตกกังวล หรือเครียด                                          ข.    หวาดผวา ตื่นตระหนก

ค.    สูญเสียการรับรู้ในส่วนที่เป็นจริง                     ง.     เอะอะ โวยวาย และใช้วาจาไม่สุภาพ

  • พฤติกรรมในข้อใดที่น่าสงสัยว่าจะมีปัญหาสุขภาพจิต

ก.   ชอบโอ้อวด                                                           ข.     พูดเสียงดัง

ค.   ชอบมั่วสุมทางเพศ                                              ง.     แต่งกายผิดระเบียบมาโรงเรียน

๙.   ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินภาวะสุขภาพจิต

ก.    การประเมินสุขภาพจิตเป็นหน้าที่ของแพทย์เท่านั้น

ข.    การประเมินสุขภาพจิตทำได้หลายวิธี

ค.    การประเมินสุขภาพจิตสามารถทำโดยวิธีการสังเกต

ง.    นักเรียนสามารถทำการสำรวจสุขภาพจิตของตนเองได้

๑๐. ข้อใดไม่มีการปฎิบัติตนเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิต

ก.    การยอมรับผู้อื่น

ข.    ตัดสินใจแทนเพื่อนที่มีปัญหา

ค.    มองโลกในแง่ดี

ง.     หาที่ปรึกษาเมื่อเกิดความคับข้องใจ

 

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียนหน่วยที่ ๘

 

. ๒. ๓. ๔. ๕. ๖. ๗. ๘. ๙. ๑๐.
. ข. ก. ง. ง. ค. ค. ค. ก. ข.

 

 

 

เว็บโรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปกายจิตชีวิตมีสุข

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปกายจิตชีวิตมีสุข

img_8321

560729-2

 

แบบวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล

https://www.youtube.com/watch?v=fDC0i3Mcqik

https://www.youtube.com/watch?v=emAM4DPhUnE

https://www.youtube.com/watch?v=emAM4DPhUnE

 

 

Facebook Comments
One Comment

Add a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *