จิตรกรรมฝาผนังวัดคงคาราม

1.มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด

 ส 4.3 :  เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญา มีความรักความภูมิใจและธำรง

ความเป็นไทย

จิตรกรรมฝาผนังวัดคงคาราม

แบบวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล

เว็บโรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี

pic_2426

วัดคงคาราม ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี  วัดคงคาราม    เดิมเรียกตามภาษามอญว่า  “เภี่ยโต้”  แปลว่า  “วัดกลาง”  สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาต่อกรุงธนบุรี ตามประวัติกล่าวว่า  สมัยรัชกาลที่  2  เจ้าเมืองรามัญ 7 เมือง และครอบครัวชาวมอญที่อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร  ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง  ได้ร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์วัดคงคารามขึ้นเป็นวัดกลาง   เพื่อใช้เป็นศูนย์รวมในการร่วมทำสังฆกรรมของสงฆ์แบบรามัญนิกายในวันเข้าและออกพรรษา

ปลายสมัยรัชกาลที่ ๒  เจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง  คชเสนี) ขุนนางไทยเชื้อสายมอญได้นิมนต์พระราชาคณะฝ่ายรามัญนิกายมาเป็นเจ้าอาวาส   วัดคงคารามเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในสมัยรัชกาลที่ ๔  พระครูรามัญญาธิบดี   เจ้าอาวาสเป็นที่เคารพนับถือมาก   และยังเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4  และเจ้าจอมมารดากลิ่น(หลานทวดของเจ้าพระยามหาโยธา)  และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนเรศวรฤทธิ์  และตระกูลอุปถัมภ์     และทูลเกล้าฯ ถวายให้เป็นพระอารามหลวง ซึ่งได้รับพระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดคงคาราม”  การได้รับการอุปถัมภ์จากชนชั้นสูงเช่นนี้  ทำให้วัดคงคารามมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสวยงามระดับช่างหลวงจากราชสำนัก
โบราณสถานที่สำคัญภายในวัดคือ พระอุโบสถ ซึ่งมีเจดีย์ทรงรามัญ 7 องค์ รายรอบ หมายถึงเมืองรามัญ 7 เมือง ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังอันทรงคุณค่าทางศิลปะเป็นอย่างยิ่ง   สันนิษฐานว่าเขียนในสมัยอยุธยา ต่อมาได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยเขียนซ่อมทับลงไปบนของเดิมที่ชำรุด จึงมีลักษณะอิทธิพลของศิลปะตะวันตกอยู่บ้างตามความนิยมในยุคสมัย แต่ยังคงเค้าความเก่าแก่

เนื้อเรื่องจิตรกรรมเป็น ภาพพุทธประวัติ อยู่เเถวบนเหนือบานหน้าต่าง ภาพทศชาติชาดก อยู่ระหว่างบานหน้าต่าง   และภาพไตรภูมิอยู่ผนังด้านหลังพระประธาน  โครงสร้างสีส่วนใหญ่เป็นสีเขียวสด แดง และน้ำตาลเข้มสด ใช้สีสันที่สดใสมาก   จุดเด่นของจิตรกรรมอยู่ที่การเขียนภาพคน ลักษณะความมีชีวิตชีวา   ความเคลื่อนไหว   และการแสดงอารมณ์ต่างๆ ของตัวละครในภาพ

ความน่าสนใจของวัดคงคารามคือ  การเป็นศูนย์กลางของชุมชนมอญที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 ปี   และมีโบสถ์ที่เก่าแก่และมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม  ที่เชื่อว่าน่าจะเขียนตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา  และมีการบูรณะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

ภาพเขียนภายในโบสถ์วัดคงคารามนอกจากเขียนเกี่ยวกับพุทธประวัติ  ชาดกต่าง ๆ  และ ยังมีภาพวิถีชีวิตผู้คนที่สะท้อนยุคสมัยในขณะที่วาดภาพ  หรือบูรณะภาพ  ภาพที่เด่นสุดคือ ภาพชื่อ “มารผจญ” เป็นภาพพระแม่ธรณีบีบมวยผม อยู่ที่ผนังด้านบนฝั่งตรงข้ามกับพระประธาน ในภาพพื้นหลังระบายด้วยสีแดงชาดเข้ม มีดอกไม้ร่วงถมเต็มพื้นที่ มีแม่ธรณีบีบมวยผมยืนเยื้องกรายด้วยทางทางอ่อนช้อย มีพระพุทธเจ้าปางมารวิชัย พระวรกายปิดทองทรงจีวรสีแดง มีพระยาวัสวดีมารนั่งประทับบนหลังช้างกายสีเขียว และเหล่าไพร่พลเป็นยักษ์ขี่สิงห์ ขี่ม้า ภาพเหล่านี้เป็นภาพตอนน้ำท่วมกองทัพพญามาร เห็นทหารวิลันดากับทหารฝรั่งเศสใส่หมวกหนังสีดำหลายคน  ภาพนี้เคยถูกนำไปทำเป็นแสตมป์  จัดเป็นภาพที่สวยงามมาก

ภาพพระแม่ธรณีบีบมวยผม

ผนังด้านบนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า  ส่วนผนังด้านล่างจะเกี่ยวข้องกับชาดกต่าง ๆ ดังนี้

ภาพผนังที่ 1  อยู่ทางซ้ายมือของทางเข้าประตูโบสถ์ด้านหน้า  เขียนเรื่อง  มโหสถชาดก  กล่าวถึงพระเจ้ากรุงมิถิลา  ถูกพระเจ้าจุลนีพรหมทัตยกไพร่พลมาล้อมเมือง  พระมโหสถบัณฑิตเป็นผู้มีปัญญายิ่ง  สามารถป้องกันไม่ให้ศัตรูเข้าเมืองได้

ภาพเด่นของผนังนี้คือ  ภาพพระมโหสถยืนอยู่บนกำแพงเมือง  มีกองทัพของพระเจ้าจุลนีพรหมทัต รุมเร้าเข้ามา  มีการเขียนภาพภูเขาและธรรมชาติแทรกเข้ามาระหว่างกองทัพ

อีกภาพหนึ่งที่เด่นคือ  ภาพข้าศึกจับนางสนมใส่สาแหรก  ซึ่งโยงกับเพดานปราสาทและไกว  เห็นพื้นปราสาทเป็นสีแดงชาดเข้ม  ส่วนเสื้อทหารใช้สีเขียวทำให้ภาพน่าดูมาก

ภาพนางสนมถูกข้าศึกจับใส่สาแหรก
ภาพพระมโหสถ

ผนังด้านที่ 2  ภูริทัตชาดก เป็นภาพพราหมณ์กับนาคภูริทัต  ด้านขวาเป็นอาศรมฤาษีมีครุฑกำลังสอนการจับนาคให้ฤาษี  ด้านล่างเป็นรูปสิงโตจีนกับต้นไม้  ภาพผนังด้านนี้ใช้สีหลากสีสดใสมาก  น่าจะบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 4

ภูริทัตชาดก

ผนังด้านที่ 3  จันทกุมารชาดก  เป็นชาดกตอนบำเพ็ญอธิษฐานบารมีของพระโพธิสัตว์  เรื่องของกัณฑหาล ปุโรหิตที่ชอบรับสินบนในการตัดสินคดีความ  ได้ถูกพระจันทกุมาร โอรสของพระราชาขัดขวางจึงไม่พอใจ  วันหนึ่งพระราชาฝันถึงแดนสวรรค์  กัณฑหาล ปุโรหิตแนะนำให้ฆ่าพระมเหสีและพระจันทกุมารเพื่อบูชายันต์  ขณะทำพิธีพระนางจันทาเทวี  พระอัครชายาทำสัจจกิริยาอธิษฐานให้พระอินทร์ช่วย  พระอินทร์จึงเสด็จลงมาทำลายพิธี

ภาพ  พระอินทร์สีเขียว  มีรัศมีรอบกายเป็นสีแดงเหาะลงมาทำลายพิธีและหักฉัตร  ด้วยการถือฆ้อนเหวี่ยงลงไปจนฉัตรหักสะบั้น  ในภาพยังเห็นพระจันทกุมารนั่งสมาธิกลางโรงพิธี  ภาพด้านล่างเป็นภาพพระประยูรญาติกำลังพิราปรำพัน

จันทกุมารชาดก

ผนังด้านที่ 4 จุลปทุมชาดก  เป็นชาดกที่อยู่นอกทศชาติชาดกที่ถูกนำมาแทรก  แต่เป็นชาดกที่เป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5  ชาดกเรื่องนี้กล่าวถึงเรื่องความมักมากในกามของสตรี  โดยพระปทุมกุมาร และพระอนุชา 6 องค์ พร้อมพระชายา  ถูกพระบิดาขับออกจากเมืองเพราะกลัวจะแย่งราชสมบัติ  เมื่อไปอยู่ในเมืองที่กันดารพระอนุชาต่างพากันฆ่าพระชายาเพื่อเอาเนื้อมาแบ่งกันกิน  เมื่อถึงคราวของพระปทุมกุมารต้องฆ่าพระชายา  พระปทุมกุมารจึงเอาเนื้อที่เก็บไว้ให้พระอนุชา  ลอบพาพระชายาของพระองค์หนี  พระองค์ทนต่อความอดอยาก  และยังได้กรีดเนื้อเพื่อให้พระชายาดื่มเลือดแทนน้ำ  ต่อมามีโจรที่ถูกตัดมือ หู และจมูกถูกลอยมากับเรือโกลน  พระปทุมกุมารช่วยรักษาจนแผลหาย  พระชายากับโจรลอบเป็นชู้กัน ได้ลวงพระปทุมกุมารไปผลักตกเหว  แต่ด้วยผลบุญทำให้ตัวเงินตัวทองมารองรับพระองค์ไว้ได้

ความเด่นของภาพคือ  ภาพกษัตริย์ใช้ศิลปะไทยโบราณ  ลักษณะท่าทางสง่างามอ่อนช้อย  การเขียนภาพภูเขาแมกไม้ไกล ๆ  เขียนน้ำด้วยสีขาบเข้มและตัดสีขาว ซึ่งช่างสมัยรัชกาลที่ 4  นิยมเขียนเมฆเป็นก้อน ๆ ท้องฟ้าสีขาบเข้ม ตัดเมฆจนลอยฟูฟ่อง  และเขียนภาพคนมีระยะใกล้ไกล  ถ้าใกล้ตัวใหญ่ไกลตัวเล็ก  แต่ภาพในผนังด้านนี้เขียนแบบโบราณคือไม่ว่าใกล้ไกลคนตัวเท่ากันหมด  แต่ถ้าใกล้ให้อยู่ด้านล่าง  ไกลอยู่ด้านบน

จุลปทุมชาดก ชาดกที่อยู่นอกทศชาติ
ในจุลปทุมชาดก มีเรื่องเกี่ยวกับพญาเหี้ยที่มาช่วยพระปทุมกุมารให้รอดพ้นจากการถูกโจรผลักให้ตกเหว และพาพระปทุมกุมากลับไปครองราชย์ได้

ผนังด้านที่ 5 วิทูรชาดก  ภาพชำรุดมาก  แต่มีร่องรอยศิลปะแบบจีน  คือการเขียนเมฆขมวด  และมีศิลปะแบบโบราณคือการเขียนต้นไม้ตัดเส้นที่พุ่มใบ    และมีการประส่วนภูเขาเป็นโขดหินเปลือยตะปุ่มตะป่ำเหมือนธรรมชาติมาก  เป็นแบบแผนการเขียนธรรมชาติที่เรียกว่า  เรียลลิสติก  ผนังแห่งแรกในเมืองไทย

 

วิทูรชาดก

 ผนังที่ 6 เวสสันดรชาดก  ภาพค่อนข้างชำรุด  ภาพที่เหลือเป็นภาพโปรยทานด้วยลูกมะนาวยัดเหรียญ  ซุ้มประตูวังในภาพ  เห็นลักษณะปูนปั้นสมัยรัชกาลที่ 4  ภาพส่วนที่เหลือเป็นภาพพระเวสสันดร พระนางมัทรีอุ้มสองพระกุมาร  เดินดงด้วยพระบาทเปล่า

พระเวสสันดรชาดก

ผนังด้านที่ 7 ด้านหลังพระประธาน  ภาพไตรภูมิ  เป็นภาพไตรภูมิในสมัยอยุธยา  แต่ช่างสมัยรัชกาลที่ 4  น่าจะซ่อมด้วยการเขียนทับลงไป

ฝาผนังด้านหลังพระประธานเขียนเกี่ยวกับเรื่องไตรภูมิ ในภาพยังภาพสัตว์แปลก ๆ เช่น ภาพช้างมีคลีบแหวกว่ายอยู่ในน้ำ

ผนังด้านที่ 8-9 เขียนเรื่องพระเวสสันดรชาดก

ผนังด้านที่ 10 เตมีย์ชาดก  เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้ากาสิกราชทรงออกตัดสินความ  ในภาพมีพระ เตมีย์ราชกุมารนั่งบนตัก  มีการนำโจรที่ถูกจำด้วยขื่อคาโดนลงโทษเฆี่ยนตีและทรมาน  ทำให้พระกุมารเกิดความเกรงกลัวต่อบาป  ไม่ต้องการเป็นกษัตริย์  จึงแสร้งเป็นหนวกใบ้ ง่อยเปลี้ยเสียขา  พระบิดาอ้อนวอนอย่างไรก็ไม่เป็นผล  รวมทั้งทรมานแต่ก็ยอมทน  พระบิดาจึงสั่งให้นายสารถีนำไปยังป่าเปลี่ยวแล้วให้ฝังทั้งเป็น  ขณะที่ขุดหลุมอยู่นั้นพระเตมีย์ก็แสดงพละกำลังด้วยการจับงอนราชรถแกว่งไปมาด้วยมือข้างเดียว  และประกาศว่าจะออกบวช

เตมีย์ชาดก

ป้อมกำแพงวังเขียนสไตล์แบบฝรั่ง  ในป้อมมีทหารฝรั่งคุยกับทหารพื้นเมือง เขียนต้นไม้คดโค้งแบบจีน  แสดงให้เห็นว่าภาพนี้น่าจะเป็นต้นรัชกาลที่ 4 ต่อรัชกาลที่ 3 ที่ศิลปะแบบจีนยังแพร่หลาย

ผนังที่ 11 พระมหาชนกชาดก  ในภาพมีบ้านเรือนทรงไทยและมักปั้นลวดลายประดับหน้าบัน  ปั้นลมเป็นลายปูนปั้นแบบฝรั่งตามสมัย ร.4

การเขียนก้อนเมฆปั่นป่วนเป็นก้อน ๆ ลวดลายคล้ายก้อนเมฆจีน  แสดงว่าสมัย รัชกาลที่ 4 ได้รับอิทธิพลจากทั้งจีนและยุโรป  แต่ภาพเขียนน้ำในมหาสมุทรยังคงตัดเส้นด้วยเส้นขาวบนสีเข้มตามแบบโบราณ

พระมหาชนกชาดก

ในภาพพราหมณ์ไม่ได้สวมลอมพอกแบบศิลปะอยุธยา  ผนังนี้จึงน่าจะเป็นภาพเขียนสมัยรัชกาลที่ 4  ทั้งผนัง

ภาพผนังที่ 12 สุวรรณสามชาดก  ภาพค่อนข้างชำรุด   เป็นศิลปะแบบอยุธยา

ผนังที่ 13 พรหมนารทชาดก

เป็นภาพเขียนสมัยอยุธยา  สังเกตจากทรวดทรงหน้าบันและส่วนอื่น ๆ  ต่อมาปฏิสังขรณ์สมัย รัชกาลที่  4   จิตกรได้รักษาเส้นเดิมไว้แต่ระบายสีตัดเส้น  ในภาพจะมีชาวต่างชาตินั่งเก้าอี้

พรหมนารถชาดก
ภาพชาวต่างนั่งเก้าอี้ น่าจะเป็นภาพที่เขียนเพิ่มเติมสมัยรัชกาลที่ 4

ผนังที่ 14  เนมีราชชาดก

ลายเส้นตัด ตัวภาพเป็นสีแดง เน้นที่ตาด้วยสีดำ เส้นมีความคมชัด จัดเป็นกลุ่มภาพที่สง่าเป็นศิลปะสมัยรัชกาลที่ 4

ในภาพชาดกต่าง ๆ เหล่านี้ยังมีภาพชาวต่างชาติปรากฎอยู่ในภาพจิตรกรรมฝาผนัง  ซึ่งสะท้อนสภาพบริบทของสังคมในสมัยนั้นที่มีติดต่อกับชาวต่างชาติ

ภาพชาวต่างชาติที่ปรากฎในจิตรกรรมฝาผนังวัดคงคาราม
ภาพคนจีนไว้หางเปีย

นอกจากวัดคงคารามจะมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามและเก่าแก่แล้ว  วัดคงคารามยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่อาคารเป็นเรือนไม้ทรงไทย 9 ห้อง และรวบรวมเกี่ยวกับข้าวของเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนมอญไว้เป็นจำนวนมาก  รวมทั้งโลงมอญที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 ปี ที่แกะสลักลวดลายเป็นดอกพุดตาน ลงรักปิดทองอย่างประณีตสวยงาม  และยังเก็บรักษาคัมภีร์ต่าง ๆ  ที่ห่อด้วยผ้าลวดลายสวยงาม  นับเป็นมรดกที่ทรงคุณค่าของชาติและท้องถิ่นอันน่าภูมิใจ

บรรณานุกรม

กรมศิลปากร.  วัฒนธรรมพัฒนาการ ประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญาจังหวัดราชบุรี. กรุงเทพฯ :  คุรุสภา, 2543. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จ. เสด็จประพาสต้นในสมัยรัชกาลที่ 5.  กรุงเทพฯ : คุรุสภา, 2536.

น ณ ปากน้ำ และคณะ.  วัดคงคาราม.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2537.

มรกต  งามภักดี.  ราชบุรี. กรุงเทพฯ : คุรุสภา, 2543.

ยนต์  ชุ่มจิต.  ประวัติศาสตร์เมืองราชบุรี. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2547   

สมาคมศิษย์เก่า ผู้ปกครองและครูโรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี.  โพธาราม.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ปรับโฟกัส,  2543.

สุดารา  สุจฉายา.  ราชบุรี.  กรุงเทพฯ : สารคดี, 2541.

Facebook Comments

Add a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *